พัฒนาการและบ่อเกิดและหลักการที่สำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

พัฒนาการของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

(ไพล์ word)

0da4e369a79e4f52b296c536d6e559c5

– พัฒนาการของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในอดีตเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อทางศาสนา จนกระทั่งมีนักนิติศาสตร์และนักคิดได้เสนอเหตุผลตามแนวคิดของกฎหมาย โดยในอดีตงานเขียนทางเทววิทยาของเซ็นต์ออกัสติน (St Augustine; A.D. 354 – 430) ได้กล่าวไว้ว่า “สงครามที่เป็นธรรมมักจะหมายถึงการสร้างความเสียหายต่างตอบแทน เมื่อรัฐหรือนครรัฐได้ดำเนินการสงครามต่อกันโดยตรงต่อกันเพื่อเป็นการลงโทษโดยใช้พลเมืองของตนหรือเพื่อเป็นการตอบโต้ความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้น” ปัญหาคือแนวความคิดดังกล่าวในปลายศตวรรษที่ 16 นั้นความแตกต่างระหว่างสงครามที่เป็นธรรมและสงครามที่ไม่เป็นธรรมนั้นไม่แตกต่างกัน ในศตวรรษที่ 17 จึงมีงานเขียนเกี่ยวกับกฎหมายมนุษยธรรมเรื่อง “De Jure Belli ac Pacis Libri Tres” ซึ่งฮูโก โกรเชียส (Hugo Grotius) ได้สรุปแนวทางการปฏิบัติของรัฐตามแนวคิดกฎหมายธรรมชาติผ่านการใช้เหตุผลของมนุษย์และส่วนที่สำคัญที่สุดในมุมมองของนักคิดสมัยใหม่คือการยืนยันว่าสงครามสมควรที่จะดำเนินการได้อย่างจำกัดภายใต้กฎหมาย โดยโกรเชียสยืนยันแนวความคิดของเขาว่าการใช้ความรุนแรงเกินความจำเป็นเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ทางทหารนั้นไม่สามารถอ้างอิงได้และควรทำให้เกิดความทุกข์ทรมานน้อยที่สุดภายใต้การปฏิบัติการทางทหาร ในศตวรรษต่อมารุสโซได้ยืนยันถึงลักษณะของคู่สงครามที่แตกต่างกันระหว่างผู้ที่เป็น “คู่ต่อสู้” กับ “ผู้ที่มิใช่คู่ต่อสู้” และการใช้ข้อจำกัดในการโจมตีกองทัพของศัตรู ต่อมาการปฏิบัติในศตวรรษที่ 19 นั้นได้สะท้อนให้เห็นในกติกาสันนิบาตชาติที่ร่างขึ้นในปี ค.ศ.1919 ซึ่งได้กำหนดข้อจำกัดในการทำสงครามที่ตามข้อ 11 -17
ในศตวรรษที่ 20 กฎหมายระหว่างประเทศได้มีข้อห้ามหรือข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้กำลังโดยรัฐ แต่ก่อนหน้าในศตวรรษที่ 20 การดำเนินสงครามเป็นเครื่องมือตามแต่นโยบายของรัฐแม้ว่าสงครามหรือการใช้กำลังดังกล่าวจะไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ตาม โดยพัฒนาการที่สำคัญเกิดจากสนธิสัญญาพหุภาคียกเลิกสงครามที่ตำหนินโยบายการใช้สงคราและต้องการให้มีการระงับข้อโต้แย้งด้วยวิธีการสันติที่เรียกว่า “กติกาสัญญาบริอังด์แคลลอค” (Kellogg- Briand Pact) ” ที่เป็นกฎหมายจารีตประเพณีที่สำคัญในช่วงก่อนเกิดองค์การสหประชาชาติระหว่างปี ค.ศ.1928 – 1945 ต่อกฎหมายได้รับการพัฒนาและมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการใช้กำลัง ตัวอย่างเช่น ความแตกต่างระหว่างกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิของรัฐในการใช้กำลังทหาร (Jus ad bellum) กับกฎหมายและข้อบังคับที่ใช้ในการปฏิบัติการทางทหาร (Jus in bello) ได้ถูกพัฒนาขึ้น ซึ่งในอดีตเราจะเรียกว่า “กฎหมายสงคราม” (the Law of War) ที่เป็นวิธีการและการดำเนินการสงครามและความชอบธรรมของเรื่องดังกล่าว แต่ขอบเขตของกฎหมายในปัจจุบันจะหมายถึงกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศซึ่งโดยพื้นฐานแล้วหมายถึงอนุสัญญากรุงเจนีวา 4 ฉบับเกี่ยวกับ (1) ผู้ได้รับบาดเจ็บและการเจ็บป่วยของกองทัพในสนามรบ, (2) ผู้ได้รับบาดเจ็บทางเรือ, (3) การปฏิบัติต่อนักโทษสงคราม และ (4) การคุ้มครองต่อพลเรือนและพิธีสารเพิ่มเติมอนุสัญญากรุงเจนีวา ค.ศ.1949 จำนวน 2 ฉบับ ส่วนในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิของรัฐในการใช้กำลังทหารนั้นมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศีลธรรมในบางส่วน โดยพื้นฐานเป็นเรื่องแนวความคิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการก่อสงครามโดยได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดในเรื่อง “สงครามที่เป็นธรรม” และ “สงครามที่ไม่เป็นธรรม” ในปัจจุบันปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิของรัฐในการใช้กำลังทหารเกี่ยวกับสาเหตุที่เป็นธรรมโดยเฉพาะเรื่องการอ้างเรื่องการโจมตีก่อน (Preemptive War หรือ Preventive War) ซึ่งในแง่ของจริยธรรมแล้วสามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่แน่นอนกับปัญหาเรื่องการอ้างเรื่องการป้องกันสงครามที่โดยทั่วไปแล้วถูกพิจารณาว่าไม่สามารถกระทำได้ ส่วนกฎหมายและข้อบังคับที่ใช้ในการปฏิบัติการทางทหาร (Jus in bello) มีปัญหาในเรื่องเกี่ยวกับหลักความจำเป็นทางทหาร, การเลือกปฏิบัติและหลักสัดส่วนซึ่งรวมถึงกรณีของการใช้กำลังต่อองค์กรก่อการร้ายด้วย พัฒนาของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศดังกล่าวอาจพิจารณาว่าเป็นแนวคิดแบบเอายุโรปเป็นศูนย์กลาง (Eurocentric) แต่อย่างไรก็ตามแนวความคิดดังกล่าวมิได้ปรากฏอยู่ในยุโรปเท่านั้นยังปรากฏอยู่ในสถานที่อื่นด้วย เช่นหลักการของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศสมัยใหม่นั้นเคยมีการดำเนินการในอินเดียโบราณหรือในกฎหมายจารีตประเพณีของแอฟริกา ส่วนในเอเชียที่เป็นทราบกันโดยทั่วไปของญี่ปุ่นคือ “หลักการบูชิโด” (Bushi-Do) ที่เป็นประมวลระบบเกียรติศักดิ์ของชนชั้นนักรบในญี่ปุ่นที่รวมถึงกฎเกณฑ์เกี่ยวกับมนุษยธรรมที่ต้องนำมาใช้ระหว่างการต่อสู้รวมถึงเชลยสงครามด้วย เป็นต้น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าแม้ว่าจะเป็นในสงครามที่มักจะถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับการปรับใช้หลักเกณฑ์ใดนั้นจะได้ผลเพียงใด เมื่อกากระทำในสงครามเป็นการกระทำเพื่อเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์ใดดังนั้นการใช้อาวุธหรือรูปแบบในการต่อสู้เพื่อให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดจึงเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับในสงคราม แต่ก็มีความพยายามที่จะสร้างกฎเกณฑ์ให้การต่อสู้นั้นถือว่าเป็นการต่อสู้ที่เป็นธรรมหรือไม่ใช้วิธีนอกเหนือจากวิธีการที่มนุษย์พึงสู้รบกัน

– บ่อเกิดของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

บ่อเกิดของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศประกอบไปด้วยหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศและกฎเกณฑ์ของกฎหมายระหว่างประเทศ, ข้อตกลงระหว่างประเทศ, คำตัดสินของศาลทั้งภายในรัฐและระหว่างประเทศ, คู่มือการปฏิบัติการทางทหาร,สนธิสัญญาและข้อมติขององค์การสหประชาชาติ กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศสามารถปรับใช้ได้เป็นสากลรวมถึงสนธิสัญญาที่ผลผูกพันต่อรัฐภาคีแต่ต้องไม่ขัดกับหลักกฎหมายเด็ดขาดและได้รับการยอมรับจากชาติต่างๆ และบ่อเกิดอื่นซึ่งมิใช่บ่อเกิดของกฎหมายดังกล่าวข้างต้นแต่มีหลักฐานว่ากฎเกณฑ์และหลักการเหล่านี้ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นกฎหมายบังคับเด็ดขาด กล่าวอย่างกว้างๆ แล้วมีอนุสัญญากรุงเจนีวาและอนุสัญญากรุงเฮกซึ่งเป็นที่ยอมรับว่าสนธิสัญญากฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทสำคัญคือ. – (1) กฎเกณฑ์เกี่ยวกับจะประพฤติต่อศัตรูอย่างไรจึงจะชอบด้วยกฎหมาย (กฎหมายกรุงเฮก) และ (2) การดำเนินการเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ที่มิใช่คู่ต่อสู้ (กฎหมายกรุงเจนีนา) ซึ่งต่อมาได้สะท้อนข้อเท็จจริงในกฎหมายสมัยใหม่ที่ประกาศโดยอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ.1907 ปัจจุบันนี้บ่อเกิดของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศปรากฏอยู่ในสนธิสัญญาพหุภาคีหลายฉบับ ซึ่งสนธิสัญญาเหล่านี้ได้ส่งผลต่อพันธกรณีของแต่ละฝ่ายด้วยและมักจะมีผลบังคับเมื่อรัฐสองรัฐให้สัตยาบัน แต่อย่างไรก็ตามสนธิสัญญาเหล่านี้ไม่เหมือนสนธิสัญญาอื่นๆ เนื่องจากสิทธิและพันธกรณีเหล่านี้ไม่สามารถแก้แค้นตอบแทนได้ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่าฝืนสนธิสัญญา เช่นมีการฆ่าเชลยสงคราม ไม่ได้ทำให้รัฐภาคีอื่นสามารถดำเนินการเช่นเดียวกันได้หรือกระทำการอย่างอื่นที่เป็นการฝ่าฝืนกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยสรุปแล้วบ่อเกิดของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปคือ. –

(1) อนุสัญญากรุงเจนีวาสี่ฉบับ ค.ศ.1949 (The four Geneva Conventions of 1949) ประกอบไปด้วย
อนุสัญญากรุงเจนีวา ฉบับที่ 1 เพื่อการปรับปรุงเงื่อนไขของผู้ได้รับบาดเจ็บและเจ็บป่วยของกองทัพในสนามรบ
อนุสัญญากรุงเจนีวา ฉบับที่ 2 เพื่อการปรับปรุงเงื่อนไขของผู้ได้รับบาดเจ็บและเจ็บป่วยและเรืออัปปางของสมาชิกของกองทัพในทะเล
อนุสัญญากรุงเจนีวา ฉบับที่ 3 เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยสงคราม
อนุสัญญากรุงเจนีวา ฉบับที่ 4 เกี่ยวกับการคุ้มครองพลเรือนในภาวะสงคราม
โดยอนุสัญญาทั้ง 4 ฉบับนี้ลงนามที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีการรับรองร่างสนธิสัญญาในวันที่ 12 สิงหาคม ค.ศ.1949 วันที่บังคับใช้ 21 ตุลาคม ค.ศ.1950
ประเทศไทยให้สัตยาบันอนุสัญญาดังกล่าวในวันที่ 29 ธันวาคม ค.ศ.1954.
(2) พิธีสารเพิ่มเติมของอนุสัญญากรุงเจนีวาสองฉบับ ค.ศ.1977 (The two additional Protocols to the Geneva Conventions, of 1977) และพิธีสารเพิ่มเติมของอนุสัญญากรุงเจนีวา ค.ศ.2005 ฉบับที่ 3 (Protocol III additional to the Geneva Conventions,of 2005)
(3) สนธิสัญญาที่เกี่ยวกับการห้ามหรือจำกัดการใช้อาวุธเฉพาะ ตัวอย่างเช่น อนุสัญญาที่เกี่ยวกับการใช้อาวุธและพิธีสารที่เกี่ยวข้อง (A number of treaties prohibiting or restricting the use of specific weapons, such as the Convention on Certain Conventional Weapons and the Protocols)
(4) อนุสัญญาเกี่ยวกับการปกป้องทรัพย์สินทางวัฒนธรรมในกรณีที่มีความขัดแย้งโดยการใช้กำลัง (The Convention for the Protection of Cultural Property in the Event of Armed)
(5) กลไกในการสร้างกลไกระหว่างประเทศสำหรับบังคับใช้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ เช่นธรรมนูญของศาลอาญาระหว่างประเทศ
(6) กฎหมายจารีตประเพณีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

นอกจากกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังรวมถึงคู่มือปฏิบัติการทางทหาร เช่นคู่มือในสนามของกองทัพสหรัฐอเมริกา (FM) 27 – 10, กฎหมายว่าด้วยกิจการสงครามบนบก, ประมวลการตีความกฎหมายสงครามของกองทัพบกที่สอดคล้องกับอนุสัญญาหรือกฎเกณฑ์ตามจารีตประเพณีแห่งสงครามด้วย รวมถึงธรรมนูญกรุงโรมของศาลอาญาระหว่างประเทศที่แม้ธรรมนูญจะมิได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ แต่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามอาชญากรรมระหว่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่เป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายอาญาระหว่างประเทศแต่อย่างไรก็ตามการฝ่าฝืนกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศเป็นเหตุให้เกิดอาชญากรรมสงครามซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศด้วย
สำหรับในประเทศไทยแล้ว หลังจากที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง ได้มีการตรา “พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ. 2488” ขึ้นเพื่อลงโทษแก่ผู้ที่ได้กระทำการตามกฎหมายนี้ถือว่าเป็นอาชญากรสงคราม ไม่ว่าการกระทำนั้นจะได้กระทำไปก่อนหรือหลังจากที่กฎหมายนี้ใช้บังคับก็ตาม ต่อมาเมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล ศาลฎีกาได้พิจารณาโดยให้เหตุผลว่าศาลฎีกามีอำนาจที่จะวินิจฉัยว่า กฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่โดยให้เหตุผลว่า ศาลเป็นองค์กรที่ใช้กฎหมายจึงต้องรู้ว่ากฎหมายนั้นใช้บังคับได้หรือไม่ นอกจากนี้ ยังเห็นว่าฝ่ายนิติบัญญัติไม่สามารถที่จะตีความได้ว่ากฎหมายใดขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติเป็นผู้ตรากฎหมายขึ้นเองส่วนฝ่ายบริหารก็ไม่อำนาจเช่นเดียวกัน ดังนั้น ศาลฎีกาจึงได้พิพากษาว่า พระราชบัญญัติอาชญากรสงคราม พ.ศ.2488 ที่ตราขึ้นนั้นเป็นการบังคับใช้กฎหมายอาญาในลักษณะที่มีผลย้อนหลังเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญใช้บังคับไม่ได้ นอกจากนี้แล้วประเทศไทยยังได้เข้าร่วมเป็นภาคีกับอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศหลายฉบับ และยังออกกฎหมายพระราชบัญญัติบังคับการให้เป็นไปตามอนุสัญญากรุงเจนีวาเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก พ.ศ.2489 และมาตรา 48 แห่งประมวลกฎหมายอาญาทหาร บัญญัติว่า “ในเวลาสงคราม ถ้าผู้ใดกระทำการปราศจากความเมตตาแก่คนที่ถูกอาวุธบาดเจ็บ หรือแก่คนที่ป่วยเจ็บในกองทัพฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็ดี หรือกระทำการปล้นทรัพย์แย่งทรัพย์อย่างใดๆ ที่ท่านบัญญัติไว้ในมาตรา 249 ถึง มาตรา 295 และมาตรา 288 ถึง มาตรา 303 แห่งประมวลกฎหมายลักษณะอาญานั้น ท่านให้เพิ่มโทษมันผู้กระทำผิดต้องระวางโทษตามที่ท่านบัญญัติไว้สำหรับความเช่นนั้นขึ้นด้วยอีกกึ่งหนึ่ง” รวมทั้งระเบียบวินัยทหารอื่นๆ ดังนั้นแล้วหากพิจารณาถึงการนำหลักกฎหมายมนุษยธรรมมาใช้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการก่อการร้ายก็ต้องคำนึงถึงหลักกฎหมายภายในดังกล่าวด้วย ส่วนในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันตามมาตรา 32 บัญญัติว่า “ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การทรมาน ทารุณกรรม หรือการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรม จะกระทำมิได้ แต่การลงโทษตามคำพิพากษาของศาลหรือตามที่กฎหมายบัญญัติไม่ถือว่าเป็นการลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายหรือไร้มนุษยธรรมตามความในวรรคนี้” ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติต่อบุคคลแม้ว่าจะมิได้กำหนดว่าจะบังคับใช้ในเวลาปกติหรือในเวลาสงครามก็ตาม.

– หลักการที่สำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

คำถามพื้นฐานประการสำคัญเกี่ยวกับกฎหมายสงครามหรือกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศคือจะปรับใช้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในสถานการณ์ใดและสถานภาพของปัจเจกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง โดยปัจเจกบุคคลจะสามารถกระทำหรือไม่กระทำการใดโดยชอบด้วยกฎหมายและสิทธิหรือความคุ้มครองที่พวกเขาจะได้รับเมื่อถูกจับกุม เรื่องเหล่านี้มีความคลุมเครือ ดังที่เลาเธอร์พาท (Lauterpacht) ได้เคยกล่าวไว้ว่า
“หากกฎหมายระหว่างประเทศในบางกรณีแล้วเป็นจุดบอดของกฎหมาย กฎหมายสงครามยังมีข้อสงสัยมากกว่าว่าจะเป็นจุดบอดของกฎหมายระหว่างประเทศ”
คำกล่าวดังกล่าวปรากฏขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ.1952 แต่ในปัจจุบันปัญหาดังกล่าวกลายเป็นปัญหาที่มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” ดังนั้นเรื่องที่ควรศึกษาคือหลักการที่สำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศซึ่งในอดีตหลักการเรื่อง “สงครามที่เป็นธรรม” คือสงครามที่มีขึ้นเพราะความจำเป็นในการปกป้องอารยธรรมของชาวคริสเตียน ซึ่งเซนต์โธมัน อะไควนัส (St Thomas Aquinas) ได้กำหนดเงื่อนไขสามประการ ในหนังสือเรื่อง “Summa Theologica” กล่าวคือ. –
(1) มีเพียงผู้ที่เป็นองค์อธิปัตย์เท่านั้นที่สามารถใช้กำลังในการป้องกันผลประโยชน์ของรัฐ
(2) สาเหตุของการก่อสงครามนั้นต้องมีสาเหตุเพียงพอ
(3) มีข้อจำกัดบางประการเกี่ยวกับการใช้อำนาจขององค์อธิปัตย์ในการก่อสงครามโดยต้องเป็นการดำเนินการเพื่อแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดอย่างไม่เกินกว่าเหตุ สงครามที่เป็นธรรมนั้นมิใช่กระทำด้วยความตื่นกลัวหรือความโหดร้าย แต่กระทำด้วยความเชื่อในความรักสันติภาพที่จะช่วยให้ความถูกต้องอยู่เหนือความชั่วร้าย
ปัญหาของการก่อสงครามที่เป็นธรรมนั้น มีผู้กำหนดไว้ในหลายลักษณะ ซึ่งอาจสรุปตามความเห็นของจอห์น มาร์ก แมททอก (John Mark Mattox) ที่สอดคล้องกับ “The Internet Encyclopedia of Philosophy” (1998) ที่สรุปลักษณะของสงครามที่เป็นธรรมไว้ดังนี้คือ. – ประการแรกมีเหตุผลที่เพียงพอ การก่อสงครามจะต้องมีเหตุผลเพียงพอในตัวเอง เหตุผลที่พอเพียงซึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่ใช้กันมาโดยตลอดคือการปกป้องผู้บริสุทธิ์จากการโจมตี, การแก้ไขบุคคลหรือทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบหรือการลงโทษผู้กระทำความผิด , ประการที่สองมีความยุติธรรมโดยการเปรียบเทียบ โดยแม้ว่าสงครามจะมีความเป็นได้ในทางศีลธรรมแต่จะต้องมีสมมุติฐานที่ชัดเจนว่าการก่อสงครามจะเป็นวิธีการที่แก้ไขความยุ่งยากต่างๆ , ประการที่สามมีเจตนาที่ถูกต้อง ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับแรงจูงใจภายในจะต้องมีเพียงพอ การมีเจตนาที่ถูกต้องอาจรวมไปถึงการใช้วิธีการทางสันติอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการขยายดินแดน, การข่มขู่หรือบังคับและควรหลีกเลี่ยงการเกลียดชังศัตรูหรือความต้องการล้างแค้น ,ประการที่สี่เป็นการดำเนินการโดยผู้มีอำนาจอย่างเป็นทางการซึ่งเป็นบุคคลที่ได้รับการรับรองตามตำแหน่งในโครงสร้างทางสังคม, ประการที่ห้าเป็นหนทางสุดท้าย โดยถึงว่าการประกาศสงครามจะกระทำโดยผู้มีอำนาจและอ้างอิงได้ แต่หากยังมีหนทางที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ตามสถานการณ์ก็ควรหลีกเลี่ยงสงคราม, ประการที่หกการประกาศต่อสาธารณชน รัฐที่ก่อสงครามจะต้องมีเหตุผลในการก่อสงคราม , ประการที่เจ็ดมีเหตุผลเพียงพอที่เชื่อว่าจะสามารถได้รับชัยชนะ โดยจุดมุ่งหมายในการทำสงครามก็เพื่อให้ได้รับชัยชนะ การทำสงครามโดยไม่มีความหวังว่าจะได้รับชัยชนะเป็นเรื่องของการใช้ความรุนแรงโดยไม่มีพื้นฐานทางศีลธรรมรองรับ, ประการที่แปดเรื่องสัดส่วน การก่อสงครามจะต้องคาดหมายได้ว่าจะไม่เป็นการใช้สงครามเกินกว่าความชั่วร้ายที่เกิดขึ้นและประการที่เก้าสันติภาพคือเป้าหมายสุดท้ายของสงคราม เมื่อความรุนแรงยุติจะต้องหลีกเลี่ยงการใช้หนทางอื่นที่เป็นความรุนแรงหรือขยายความรุนแรงออกไป โดยวัตถุประสงค์สุดท้ายของสงครามคือสันติภาพ ส่วนศาสตราจารย์แกรี่ ดี โซริส (Gary D. Solis) ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ได้สรุปหลักการของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศไว้ดังนี้คือ. –
(1) หลักการแยกแยะความแตกต่างของผู้ที่เป็นศัตรูกับมิใช่ศัตรู (Distinction or Discrimination) เป็นแนวความคิดที่มีความสำคัญในสนามรบที่ต้องสังเกตคู่ต่อสู้และถือว่าเป็นแนวความคิดพื้นฐานที่เก่าแก่ที่สุดตามกฎหมายจารีตประเพณีของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ การศึกษาของคณะกรรมการกาชาดสากลในเรื่องกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ: กฎหมายจารีตประเพณี เริ่มต้นด้วยกฎเกณฑ์ข้อที่ 1 ว่า “รัฐภาคีที่เป็นคู่ขัดแย้งจะต้องแบ่งแยกตลอดเวลาระหว่าง “พลเรือน” กับ “คู่ต่อสู้” และการโจมตีต้องดำเนินการโดยตรงต่อคู่ต่อสู้เท่านั้น จะต้องไม่โจมตีโดยตรงต่อพลเรือนและหลักการนี้มีรากฐานมาจากการหลักการห้ามโจมตีโดยสุ่ม, การโจมตีต้องได้สัดส่วนและโจมตีต่อเป้าหมายทางทหารที่ชอบธรรมเท่านั้น, การใช้ความระมัดระวังในการโจมตีให้เกิดผลความเสียหายข้างเคียงให้น้อยที่สุด
หลักการแยกแยะความแตกต่างนี้อาจพิจารณาได้เป็น 2 มุมมอง กล่าวคือ. – ประการแรกคู่ต่อสู้จะต้องสร้างความแตกต่างให้ตัวเองแตกต่างจากพลเรือน เช่นการสวมเครื่องแบบเพื่อให้เห็นชัดเจนว่าแตกต่างจากพลเรือน ที่ส่วนใหญ่พิจารณาจากเครื่องแบบโดยปกติและตามจารีตประเพณีของกองทัพ โดยในคดี Kassem (1969) นั้นศาลทหารแห่งอิสราเอลถือว่าการที่คู่ต่อสู้สวมหมวกลายพรางและชุดสีเขียวก็เพียงพอที่จะทำให้แตกต่างกับบุคคลท้องถิ่นหรือคนทั่วไปแล้ว ประการต่อมา คู่ต่อสู้เท่านั้นที่จะเป็นเป้าหมายในทางทหาร หลักการนี้เป็นหลักการที่อยู่ในสำนึกของนักรบสืบทอดกันมาในรูปแบบของกฎหมายจารีตประเพณีมานานหลายศตวรรษแล้ว และต่อมาได้ปรากฏอยู่ในพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ข้อ 48 ที่กำหนดว่า

“เพื่อเป็นรับรองการเคารพต่อประชาชนที่เป็นพลเรือนและสิ่งของของเอกชน รัฐภาคีที่เป็นคู่ความขัดแย้งจะต้องแย่งแยกตลอดเวลาระหว่างประชาชนที่เป็นพลเรือนกับคู่ต่อสู้และต้องแบ่งแยกตลอดเวลาระหว่างสิ่งของของเอกชนกับสิ่งของที่ใช้ในกิจการทหารและเพื่อให้การปฏิบัติสอดคล้องกับเรื่องดังกล่าวการโจมตีต้องเป็นการกระทำโดยตรงต่อเป้าหมายทางทหาร”

พิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 2 ข้อ 13.1 ก็ปรากฏหลักแยกแยกความแตกต่างที่กำหนดว่า “ประชาชนที่เป็นพลเรือนและพลเรือนในฐานะปัจเจกบุคคลจะต้องได้รับความคุ้มครองทั่วไปจากภยันตรายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติการทางทหาร”

หลักการแยกแยะความแตกต่างระหว่างผู้ที่เป็นศัตรูกับผู้ที่มิใช่ศัตรูนี้มีการวิเคราะห์ว่าไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในสถานการณ์ที่มีการใช้กำลังเท่านั้น ยังต้องพิจารณาอย่างกว้างขวางรวมไปถึงองค์ประกอบอื่นเช่น พลเรือน, ทหาร, อำนาจรัฐหรือการใช้สถาบันที่มีอำนาจระหว่างประเทศเพื่อพิจารณาถึงทุกรูปแบบของความประพฤติในขอบเขตของความขัดแย้ง ปัญหาในหลักการข้อนี้เกี่ยวกับการปฏิบัติการทางทหาร เนื่องจากในบางกรณีที่เป็นปัญหาอย่างมากในการแยกแยะความแตกต่าง ทั้งในสภาพแวดล้อมของสนามรบและการใช้กลยุทธ์ของฝ่ายตรงกันข้ามทำให้ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างคู่ต่อสู้กับพลเรือนได้ ยิ่งในกรณีของการก่อการร้ายด้วยแล้วผู้ก่อการร้ายไม่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายเห็นถึงความแตกต่างระหว่างตนเองกับพลเรือนหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือต้องการใช้พลเรือนเป็นเกราะคุ้มกันในการปฏิบัติงานของตนเองและอาวุธที่นำมาใช้นั้นผู้ก่อการร้ายไม่สามารถแยกแยะระหว่างเป้าหมายกับพลเรือนได้ หรือเป็นการสุ่มเป้าหมายอันเป็นลักษณะพื้นฐานของการก่อการร้ายอยู่แล้ว ปัญหาในเรื่องนี้แม้ว่าพลเรือนจะมีความเสี่ยงในเป้าหมายทางทหารและเมื่อมีการโจมตีต่อผู้ก่อการร้าย ความเสี่ยงดังกล่าวจะต้องมีน้อยที่สุด

(2) หลักความจำเป็นทางทหาร (Military Necessity)

หลักความจำเป็นนั้นปรากฏอยู่กรอบแนวความคิดพื้นฐานของกฎหมายต่างๆ เช่นกฎหมายเกี่ยวกับความขัดแย้งและความมั่นคง, กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ, กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ, กฎหมายเศรษฐกิจ, กฎหมายการลงทุน, กฎหมายการลงทุนและกฎหมายยุโรป โดยมีหน้าที่หลักในการอ้างถึงสถานการณ์ที่อยู่เหนือขอบเขตของการปฏิบัติทั่วไปของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ส่วนหลักความจำเป็นทางทหารซึ่งมีผู้ถือว่าเป็นหลักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับกฎหมายสงครามสมัยใหม่ หลักความจำเป็นทางทหารปรากฏอยู่ในข้อ 14 ของฟรานซิส ไลเบอร์ (Francis Leiber) โดยเขามีความเห็นว่า

“หลักความจำเป็นทางทหารนั้นได้รับการรับรองโดยรัฐสมัยใหม่ที่ประกอบไปด้วยความจำเป็นของมาตรการที่ขาดไม่ได้สำหรับการธำรงรักษาจุดมุ่งหมายของสงคราม”

ซึ่งหลักการในข้อนี้สอดคล้องกับความชอบด้วยกฎหมายของกฎหมายสมัยใหม่ในการก่อสงคราม ดังนั้นการใช้กำลังเกินความจำเป็นหรือการใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุที่จำเป็นจะบรรลุเป้าหมายทางทหารตามสภาพแวดล้อม เจตนารมณ์ของหลักการในข้อนี้ที่สำคัญคือ “ลดความเลวร้ายของสงครามให้เหลือเพียงการอนุญาตให้ใช้ความจำเป็นทางทหารเท่านั้น” หลักความจำเป็นทางทหารไม่ได้ปรากฏอยู่ในอนุสัญญากรุงเจนีวา ค.ศ.1949 หรือในพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 (the 1949 Geneva Conventions or in Additional Protocol I). แต่ปรากฏอยู่ใน (1907 Hague Regulation IV) ข้อ 23(g) และอาจถือได้ว่าเป็นพื้นฐานของศาลอาญาระหว่างประเทศในข้อหาเกี่ยวกับอาชญากรรมสงครามและถือว่าเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศโดยคณะกรรมการกฎหมายระหว่างประเทศถือว่าเป็นพันธกรณีที่ได้รับการยอมรับและถือว่าเป็นกฎหมายบังคับเด็ดขาดในกฎหมายระหว่างประเทศที่ไม่สามารถลดทอนให้ฝ่าฝืนได้ ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกาได้ยึดถือตามแนวทางของไลเบอร์ว่า “หลักความจำเป็นทางทหารได้รับการระบุถึงว่าเป็นหลักการซึ่งใช้อ้างอิงสำหรับมาตรการไม่ต้องห้ามโดยกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งจำเป็นสำหรับการปฏิบัติต่อศัตรูที่ยอมแพ้”
โดยพื้นฐานแล้วหลักการนี้อนุญาตให้มีการฆ่าศัตรูหรือทำร้ายบุคคลอื่นรวมทั้งการทำลายทรัพย์สินโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อย่างไรก็ตามการการกระทำดังกล่าวต้องชอบด้วยกฎหมายและมีข้อจำกัดตามการกระทำของทหาร หลักความจำเป็นทางทหารนอกจากจะมีความสำคัญในตัวของตัวเองแล้วยังสัมพันธ์กับหลักการอื่นด้วยคือหลักที่การสร้างความทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็นและหลักสัดส่วน ซึ่งโดยสรุปแล้วอาจถือว่า “หลักการกระทำเท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของสงครามเท่านั้น” โดยการกระทำตามหลักความจำเป็นต้องเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับกฎหมายและจารีตประเพณีของสงครามเท่านั้น ปัจจุบันนี้หลักความจำเป็นเป็นหลักที่สำคัญในฐานะที่เป็นการสร้างความชอบธรรมในการอ้างการป้องกันตนเองยิ่งกว่านั้นการใช้กำลังใดจะต้องเป็นหนทางสุดท้ายในการใช้สิทธิการใช้กำลังฝ่ายเดียว .
คณะกรรมการกาชาดสากลได้เคยมีความเห็นเกี่ยวกับหลักการความจำเป็นในสงคราม (Necessity in War; Kriegsraison) ซึ่งเป็นหลักที่นิติศาสตร์ชาวเยอรมันได้พัฒนาขึ้นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยถือว่าความจำเป็นที่มีในสงครามอยู่เหนือการกระทำในสงครามระหว่างการต่อสู้และถือว่าสิทธิของผู้ที่จับกุมนักโทษนั้นไม่มีข้อจำกัด หลักดังกล่าวได้รับการตำหนิอย่างมากที่นูเรมเบิร์กและคำตำหนิเหล่านี้ได้รับการรับรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิทางนิติศาสตร์ซึ่งเห็นว่าทฤษฎีเหล่านี้ไม่น่าเชื่อถือและขัดกับข้อ 3 วรรคแรกของพิธีสารอย่างชัดเจน” หลักการเหล่าที่ถือว่าความจำเป็นของสงครามอยู่เหนือกฎเกณฑ์ของสงคราม

(3) หลักความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็น (Unnecessary Suffering)

หลักความทุกข์ทรมานที่ไม่เป็น เป็นหลักการที่สำคัญของกฎหมายสงคราม โดยส่วนใหญ่จะปรับใช้กับคู่ต่อสู้มากกว่าพลเรือน ปรากฏอยู่ในพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ข้อ 35.2 ที่กำหนดว่า

“เป็นการห้ามสำหรับการวางอาวุธ, อาวุธวิถีโค้งหรือใช้วัตถุหรือวิธีการของสงครามแล้วที่โดยลักษณะก่อให้เกิดวามเสียหายอย่างมากหรือสร้างความทุกข์ทรมานโดยไม่จำเป็น”

หลักความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็นหากพิจารณาจากมุมมองของหลักความจำเป็นทางทหารแล้วมีจุดประสงค์จะจำกัดความทุกข์ทรมานที่เกิดแก่คู่ต่อสู้มากกว่าพลเรือน ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ยอมรับหลักการดังกล่าวปรากฏอยู่ในคู่มือการปฏิบัติการทหารในเรื่องการใช้อาวุธโดยชอบด้วยกฎหมายภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศและหลักการนี้ได้รับการยอมรับจากหลายรัฐ ตัวอย่างที่เป็นข่าวพิพาทในปัจจุบันระหว่างข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งต่อมาองค์กรระหว่างประเทศได้กล่าวหาประเทศไทยว่าใช้ระเบิดคลัสเตอร์บอมบ์ที่มีลักษณะเป็นกับระเบิดที่อาจเป็นอันตรายต่อพลเรือนได้ จึงอาจผิดหลักการความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็นแต่ในเรื่องนี้ทางการไทยแถลงข้อเท็จจริงว่าใช้เพียงระเบิดปืนใหญ่แบบทวิประสงค์ ตัวอย่างของการใช้หลักความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็น เช่นในคู่มือทางการทหารของนิวซีแลนด์กำหนดไว้ว่า “ห้ามการใช้อาวุธ, อาวุธวิถีโค้ง, หรืออาวุธที่โดยลักษณะแล้วก่อให้เกิดการบาดเจ็บอย่างร้ายแรงหรือเกิดความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็น อาวุธที่นำมาใช้แล้วเกิดความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็นในทางปฏิบัติเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือความทุกข์ทรมานที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้โดยไม่เป็นสัดส่วนกับประสิทธิภาพทางทหารและประสิทธิภาพในทางทหารคือการใช้อาวุธตามวัตถุประสงค์ที่ได้ออกแบบมา การฝ่าฝืนหลักการดังกล่าวข้างต้นที่ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานที่ไม่จำเป็นถือเป็นอาชญากรรมสงคราม” ดังนั้นการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอาวุธเพื่อให้เกิดการบาดเจ็บอย่างรุนแรงที่เป็นการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมาย

(4) หลักสัดส่วน (Proportionality)

หลักสัดส่วนปรากฏอยู่ในพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ค.ศ.1977 ข้อ 51.5 (บี) ได้อธิบายการฝ่าฝืนหลักสัดส่วนไว้ว่า “การโจมตีที่อาจคาดหมายได้ว่าเป็นสาเหตุทำให้สูญเสียชีวิตพลเรือน, ทำให้พลเรือนบาดเจ็บ, สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของเอกชนหรือทั้งหมดรวมกัน ซึ่งเกินกว่าความสัมพันธ์ของการสร้างและผลได้ทางทหารโดยตรง” ซึ่งกำหนดให้ “การโจมตีจะต้องยกเลิกหรือหยุดลงเมื่อปรากฏว่าวัตถุที่ปรากฏไม่ใช่เป้าหมายทางทหารหรือการโจมตีนั้นคาดหมายได้ว่าจะก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตพลเรือน, พลเรือนได้รับบาดเจ็บหรือสร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของเอกชนหรือทั้งหมดรวมกัน ซึ่งถือว่าเกินความจำเป็นสำหรับการสร้างหรือประโยชน์ที่จะได้รับทางทหาร” และองค์การกาชาดสากลได้รวมหลัก “สัดส่วนในการโจมตี” ในหนังสือเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ของกฎหมายมนุษยธรรมตามจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ในข้อ 14 ว่า
“การดำเนินการโจมตีนั้นอาจคาดหมายถึงสาเหตุของความสูญเสียต่อชีวิตของพลเรือน, พลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บ, ความเสียหายต่อทรัพย์สินของพลเรือนหรือทั้งหมดซึ่งอาจเกินกว่าความสัมพันธ์ระหว่างประโยชน์ทางทหารโดยตรงหรือที่เห็นโดยชัดเจนนั้นถือเป็นข้อห้าม”

หลักสัดส่วนนั้นมีความสัมพันธ์กับการใช้อาวุธดำเนินการกับคู่ต่อสู้ที่เป็นปัจเจกบุคคลให้ได้รับบาดเจ็บหรือความทุกข์ทรมานโดยอ้างอิงจากความได้เปรียบทางทหารจากอาวุธที่ใช้ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับหลักสัดส่วนนั้นเป็นการคุ้มครองชีวิตพลเรือนด้วยในการจำกัดความเสียหายอย่างชอบธรรม โดยจะต้องไม่ใช้ความได้เปรียบทางทหารมากเกินกว่าความจำเป็นในการโจมตี
ปัญหาของการคำนึงถึงหลักสัดส่วนนี้อาจจะยากสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ขาดประสบการณ์ ตัวอย่างเช่น นักบินจะโจมตีทางรถไฟเพื่อกำจัดเป้าหมายในทางทหาร แต่อาจจะโจมตีโดยใช้ระเบิดต่อผู้โดยสารที่โดยสารรถไฟมาด้วย ซึ่งหากพิจารณาถึงเรื่องดังกล่าวสมควรที่จะหยุดการโจมตีหรือระงับการโจมตีไว้ก่อน เรื่องเหล่านี้ต้องอาศัยประสบการณ์ในการปฏิบัติหรือการตัดสินใจของผู้บังคับบัญชาเพื่อควบคุมการปฏิบัติและความพยายามในการใช้เทคโนโลยีเพื่อดำเนินการต่อเป้าหมายทางทหารเท่านั้นโดยในทางปฏิบัติแล้วรัฐจะต้องวางแผนการโจมตีหรือรับผิดชอบในการตัดสินใจสำหรับ “ทำทุกสิ่งเท่าที่จะเป็นไปได้” เพื่อรับรองว่าเป้าหมายในการโจมตีจะมิใช่พลเรือน
โดยสรุปแล้วหลักการที่สำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศคือตามหลักมาร์ติน คลอส (Martens Clause) เรียกว่า “ข้อพิจารณาพื้นฐานของความเป็นมนุษย์” อย่างไรก็ตามหลักการที่สำคัญดังกล่าวอาจแบ่งได้ในหลายลักษณะแต่โดยทั่วไปแล้วหลักการสำคัญนี้จะคล้ายคลึงกัน เช่นโรเบิร์ต คลอบกับริชาร์ด ฮายด์ (Robert Kolb and Richard Hyde) ได้แบ่งลักษณะของหลักการที่สำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศไว้เป็น 2 ระดับคือกฎเกณฑ์ทั่วไปที่ประกอบด้วย (1) หลักการของการจำกัด (limitation) หลักการนี้มีความสำคัญมาแต่อดีตจนถึงปัจจุบันตามข้อ 22 ของอนุสัญญากรุงเฮก ซึ่งปัจจุบันอยู่ในข้อ 22 ของพิธีสารเพิ่มเติมฉบับที่ 1 ซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญเกี่ยวกับการจำกัดวิธีที่จะปฏิบัติต่อศัตรูหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเราไม่สามารถใช้ทุกวิถีทางในการเอาชนะศัตรู ข้อจำกัดเหล่านี้จึงเป็นการจำกัดในวิธีการและรูปแบบของการเอาชนะศัตรูยกตัวอย่างเช่นอาวุธที่ใช้จะต้องไม่เป็นการสร้างความทุกข์ทรมานเกินความจำเป็นโดยหลักการดังกล่าวปรากฏอยู่ในกฎหมายกรุงเฮก (2) หลักการของความเป็นมนุษย์ หลักการดังกล่าวปรากฏอยู่ในอนุสัญญากรุงเจนีวา ซึ่งเป็นหลักการเกี่ยวกับบุคคลที่ได้รับความคุ้มกันหรือที่มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามที่สมควรจะได้รับการปฏิบัติเยี่ยงมนุษย์และยิ่งกว่านั้นแล้วหลักการในข้อนี้ยังเป็นหลักการพื้นฐานสำหรับผู้ถูกคุมขังทุกประเภทตามอนุสัญญากรุงเจนีวาที่จะต้องได้รับการปฏิบัติเยี่ยงมนุษย์ภายใต้สถานการณ์เฉพาะหรือตามแต่พันธกรณีของแต่ละปฏิบัติการ เป็นต้น ส่วนหลักการเฉพาะที่มีความสำคัญได้แก่ (1) หลักการแยกแยะความแตกต่าง, (2) หลักการความจำเป็นและ (3) หลักการสัดส่วน นอกจากนี้แล้วยังมีผู้มีความเห็นเกี่ยวกับหลักการที่สำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมในหัวข้อที่แตกต่างกันไปแต่โดยสรุปแล้วอยู่ในขอบข่ายดังกล่าวข้างต้น
นอกจากนี้แล้ว ยูวี สเตนฮอฟ (Uwe Steinhoff) ยังได้พิจารณาเกี่ยวกับเรื่องศีลธรรมของการใช้หรืออ้างเหตุที่เป็นธรรม (causa justa) ว่านอกจากองค์ประกอบทั่วไปดังกล่าวข้างต้นแล้วการอ้างสาเหตุที่เป็นธรรมยังต้องคำนึงถึงเรื่องการมีเจตนาที่ดีหรือเจตนาที่บริสุทธิ์ด้วยเพราะลำพังเพียงแต่องค์ประกอบดังกล่าวอาจจะยังไม่ถือว่ามีสาเหตุเพียงพอที่จะก่อสงครามมิฉะนั้นแล้วรัฐอื่นๆ อาจจะอ้างสาเหตุดังกล่าวในการขยายอำนาจของตนเอง จึงต้องพิจารณาเรื่องการมีเจตนาที่ดีเข้ามาเป็นบรรทัดฐานทางศีลธรรมด้วย

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s