กรณีตกบันไดเลื่อนเสียชีวิต  หากเกิดในประเทศไทย นิติบุคคลกระทำความผิดอาญาได้หรือไม่ : ดูฎีกาที่ 3488/2528  เป็นพื้นฐานก่อน  

                      https://www.youtube.com/watch?v=wAci3Y3XWl0

           

ภาพจาก    http://hilight.kapook.com/view/123958

อุบัติเหตุบันไดเลื่อนมรณะที่ประเทศจีน ดูดร่างแม่หายเข้าไปใต้บันได หลังเพิ่งคว้าตัวลูกชายช่วยชีวิตไว้ได้หวุดหวิด

เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2558 เว็บไซต์มิเรอร์ รายงานอุบัติเหตุบันไดเลื่อนสุดสยอง เกิดขึ้นในห้างสรรพสินค้าจิ้งโจว ซาชิ อันเหลียง ในมณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน ภาพจากกล้องวงจรปิดของห้างบันทึกนาทีมรณะไว้ได้ เมื่อหญิงรายหนึ่งกำลังขึ้นบันไดเลื่อนมาพร้อมลูกชาย เมื่อขึ้นมาจนสุดทางและก้าวออกมา แต่แผ่นปิดช่องระบบที่ลานหน้าบันไดเกิดทรุดลง ทำให้ร่างสองแม่ลูกตกฮวบลงไป ผู้เป็นแม่รีบคว้าร่างลูกชายไว้ทันที ขณะที่พนักงานหญิง 2 คนที่ยืนอยู่ตรงหัวบันไดรีบดึงตัวเด็กชายขึ้นมา และพยายามจะช่วยหญิงรายนี้ด้วย แต่เธอกลับถูกดูดหายเข้าไปในบันไดเลื่อนต่อหน้าต่อตา

รายงานเผยว่า เด็กชายที่ถูกช่วยชีวิตปลอดภัยดี ขณะเจ้าหน้าที่ที่เข้ามาตรวจสอบพบศพของผู้เป็นแม่ในอีก 3 ชั่วโมงต่อมา

            (http://hilight.kapook.com/view/123958)

นอกจากนี้ยังกรณีอื่นๆ  ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการดำเนินคดีเกี่ยวกับนิติบุคคล  ที่การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวน่าจะมีบริษัทฯ  ซึ่งเป็นเจ้าของมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดร่วมกับผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลลิฟท์ดังกล่าวด้วยหรือไม่

โดยปกติเรื่องนิติบุคคลไม่ค่อยเป็นเรื่องน่าสนใจ  แต่ที่มีปัญหาอยู่เป็นประจำ  เช่น คดีเช็ค  หรือยักยอก  ฉ้อโกงฯลฯ  เป็นต้น

นิติบุคคล (Juristic Persons)

คือ บุคคลตามกฎหมายที่กฎหมายสมมติขึ้น และรับรองให้มีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เว้นแต่ สิทธิและหน้าที่บางอย่างซึ่งบุคคลธรรมดามีอยู่นั้น นิติบุคคลจะมีไม่ได้ เช่น สิทธิในด้านครอบครัว สิทธิในทางการเมือง เป็นต้น

ประเภทของนิติบุคคล

การเป็นนิติบุคคล แบ่งตามอำนาจของกฎหมายที่ก่อตั้งขึ้นได้เป็น 2 ประเภท คือ นิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ๆ

1) นิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่

1.1) ห้างหุ้นส่วนที่จดทะเบียน ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ห้างหุ้นส่วนสามัญ และห้างหุ้นส่วนจำกัด

1.2) บริษัทจำกัด คือ บริษัทที่ตั้งขึ้นด้วยการแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน โดยมีผู้ถือหุ้น ๗ คนขึ้นไป และผู้ถือหุ้นทุกคนต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าของหุ้นที่ตนถือ และบริษัทจำกัดนี้กฎหมายบังคับให้จดทะเบียนซึ่งเมื่อจดทะเบียนแล้วก็จะมีสภาพเป็นนิติบุคคล

1.3) สมาคม คือ การที่บุคคลหลายคนตกลงเข้ากันเพื่อทำการอันใดอันหนึ่งอันมีลักษณะต่อเนื่องร่วมกัน และมิใช่เป็นการหากำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน จึงต่างกับบริษัทจำกัดหรือห้างหุ้นส่วนซึ่งมุ่งหากำไร สมาคมที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล

1.4) มูลนิธิ คือ ทรัพย์สินอันจัดสรรไว้โดยเฉพาะสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะ การศาสนา ศิลปะวิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษาหรือเพื่อ สาธารณประโยชน์อย่างอื่นโดยมิได้มุ่งหมายหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกันและต้องจดทะเบียนตามกฎหมาย มูลนิธีที่ได้จดทะเบียนแล้วเป็นนิติบุคคล

2) นิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ๆ

นิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ๆ นอกจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นจะต้องมีกฎหมายกำหนดไว้เป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น สหกรณ์เป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2471 ราชบัณฑิตสถานเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติราชบัณฑิตย สถาน พ.ศ. 2485

นอกจากนี้ยังมีนิติบุคคลตามกฎหมายอื่นอีก เช่น ทบวงการเมือง ได้แก่ กระทรวง ทบวง และกรมในรัฐบาล จังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา วัดวาอาราม เฉพาะวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา แต่ไม่รวมถึงสำนักสงฆ์ เป็นต้น

(http://base.bcnpy.ac.th/elearning/laws/D006.htm)

อาจกล่าวโดยสรุปว่า  นิติบุคคล คือ  บุคคลตามกฎหมาย  แต่ไม่ใช่บุคคลตามธรรมชาติ  แต่กฎหมายรับรองสิทธิและหน้าที่ให้กับบุคคล  เสมือนเป็นบุคคลคนหนึ่ง

แน่นอนว่าบุคคลโดยสมมุติหรือสมมุติบุคคลนี้  ไม่สามารถทำอะไรได้เหมือนบุคคลธรรมชาติหลายอย่าง  เช่น  เกิด แก่ เจ็บ ตาย   และในทางกฎหมายคือ  “ไม่สามารถควบคุมตัวหรือลงโทษจำคุกได้”   

ดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1620/2508

           

จำเลยที่ 1 เป็นบริษัทจำกัด เป็นนิติบุคคล จึงเป็นเพียง  “บุคคลสมมุติ” โดยอำนาจของกฎหมาย ดำเนินหรือปฏิบัติงานตามวัตถุประสงค์ของบริษัทด้วยตนเองไม่ได้ ต้องดำเนินหรือปฏิบัติงานโดยผู้แทน จำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้จัดการ จึงเป็นผู้รับผิดชอบในการดำเนินหรือปฏิบัติงานของบริษัทจำเลยที่ 1 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าบริษัทจำเลยที่ 1 กระทำผิด ก็ได้ชื่อว่าเป็นการกระทำของจำเลยที่ 2 ด้วย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2797/2529

 การฟ้องคดีอาญาต่อห้างหุ้นส่วนจำกัดซึ่งเป็นนิติบุคคล จะต้องมีหุ้นส่วนผู้จัดการซึ่งเป็นผู้แทนห้างหุ้นส่วนจำกัดจึงจะดำเนินคดีได้ ถ้าหุ้นส่วนผู้จัดการไปต่างประเทศไม่อยู่ในขณะฟ้อง ต้องถือว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดไม่มีตัวอยู่อย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย และต้องถือว่าไม่มีตัวจำเลยมาศาลในวันฟ้อง ศาลรับฟ้องไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 165

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3488/2528

ศาลอาจลงโทษนิติบุคคลในความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ซึ่งมีทั้งโทษจำคุกและปรับโดยลงโทษปรับแต่เพียงสถานเดียวได้

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยในความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 175

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วให้ประทับฟ้องไว้เฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 12ถึงที่ 14 นอกจากนี้ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 12 ถึง 14 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1 และที่ 12 ถึง 14 มีความผิดฐานฟ้องเท็จแต่สำหรับจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 กำหนดโทษจำคุกและปรับ ตามสภาพของจำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลไม่อาจรับโทษเช่นนี้ได้ พิพากษากลับ(น่าจะเป็นแก้) ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 12 ถึงที่ 14 สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 12 ถึงที่ 14 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 12 จึงที่ 14ไม่เป็นความผิดฐานฟ้องเท็จ และเป็นเหตุในลักษณะคดี เห็นสมควรพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 1 ด้วย และวินิจฉัยต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฟ้องเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 175 ด้วย แต่เนื่องจากบทมาตราดังกล่าวกำหนดโทษจำคุกและปรับ ตามสภาพของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่อาจรับโทษเช่นนี้ได้ พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 นั้นเป็นการไม่ถูกต้อง เพราะศาลอาจลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เพียงสถานเดียวได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 12 ที่ 13 และที่ 14 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

            ซึ่งสอดคล้องกับคำชี้ขาดความเห็นแย้งที่  228/2532  ที่ว่า “นิติบุคคลทำผิดอาญาได้  และในการกระทำของนิติบุคคลบางอย่างก็มีกฎหมายกำหนดให้ต้องรับผิดในทางอาญา

การที่หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด  ได้ทำการปลอมลายมือชื่อลูกค้าในใบบันทึกการขายสินค้าและส่งไปรับเงินได้  ต้องถือว่าห้างหุ้นส่วนจำกัดร่วมรับผิดฐานฉ้อโกง ปลอมและใช้เอกสารสิทธิปลอมด้วย”

            (โปรดดู  จิตติ  เจริญฉ่ำ, บันทึกทองความเห็นแย้งของสำนักงานอัยการสูงสุด (กรุงเทพมหานคร: พิมพ์อักษร, 2537), น.240 .  และนอกจากนี้นิติบุคคลยังกระทำความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ด้วย (คำชี้ขาดความเห็นแย้งที่  73/2531)  (ดูเรื่องเดียวกัน น.60)

            ในการดำเนินคดีอาญาต่อนิติบุคคล  ต้องดำเนินการตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา  7

    มาตรา  7   ในการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดีที่นิติบุคคลเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ให้ออกหมายเรียกผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆ ของนิติบุคคลนั้น ให้ไปยังพนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณี

ถ้าผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก จะออกหมายจับผู้นั้นมาก็ได้ แต่ห้ามมิให้ใช้บทบัญญัติว่าด้วยปล่อยชั่วคราว ขังหรือจำคุกแก่ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคล ในคดีที่นิติบุคคลนั้นเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย

โปรดดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3117/2533

กรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไม่มีการจับกุมนิติบุคคลนั้น เพราะนิติบุคคลไม่อยู่ในสภาพที่จะให้จับกุมได้คงให้ใช้ วิธีออกหมายเรียกผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลมาเพื่อสอบสวนหรือพิจารณาแล้วแต่กรณี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 การที่ผู้ร้องซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้จัดการบริษัทจำเลยให้ไปพบแล้วแจ้งข้อหาว่าบริษัทจำเลยกระทำความผิดนั้น ไม่เป็นการจับกุมผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้ รับรางวัลตามพระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 78.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1319/2522

ในกรณีที่ผู้ต้องหาเป็นนิติบุคคล ซึ่งไม่มีการจับกุมตัวผู้ต้องหา ไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง ตามที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2517 มาตรา 5 และไม่มีกรณีจะต้องขอรับอนุญาตจากอธิบดีกรมอัยการ ในการฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 7 ดังที่มาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวกำหนดไว้ด้วย

กรณีที่นิติบุคคลเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลยจะไม่มีการจับกุม เพราะนิติบุคคลไม่อยู่ในสภาพที่จะให้จับกุมได้ คงให้ใช้วิธีออกหมายเรียกผู้จัดการ หรือผู้แทนของนิติบุคคลมาเพื่อการสอบสวนหรือพิจารณา แล้วแต่กรณี

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 525/2525

แม้มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ฯ จะบัญญัติให้คัดสำเนาประกาศปิดตามสถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องก็เป็นเพียงกำหนดวิธีการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติในการประกาศเท่านั้นหาใช่บทบัญญัติอันเป็นองค์ประกอบความผิดไม่จึงไม่จำเป็นที่โจทก์จะต้องบรรยายฟ้องมาด้วย หากจำเลยเห็นว่ายังไม่ได้มีการปิดประกาศตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งจะใช้บังคับจำเลยไม่ได้ ก็ชอบที่จะยกขึ้นต่อสู้ให้เป็นประเด็นแต่จำเลยมิได้ต่อสู้เช่นนั้นคงต่อสู้ว่าจำเลยมีบานประตูไม้สักไว้ในความครอบครองโดยชอบ ซึ่งแสดงว่าจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าบานประตูไม้สักเป็นเครื่องใช้ซึ่งอยู่ในข่ายควบคุมประกาศดังกล่าว จำเลยมิได้หลงต่อสู้ประการใด ฟ้องของโจทก์จึงหาเคลือบคลุมไม่

บานประตูไม้สักมีสภาพเป็นเครื่องใช้ แม้จะเหลือจากการรับเหมาก่อสร้างก็ยังคงมีสภาพเป็นเครื่องใช้อยู่เช่นเดิม

ห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. มีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการค้าประเภทรับเหมาก่อสร้างแม้จะมีบานประตูไม้สักไว้ใช้ในการรับเหมาก่อสร้าง ก็เป็นการมีไว้ในความครอบครองเพื่อการค้าเช่นเดียวกัน หาจำเป็นต้องมีไว้เพื่อขายโดยตรงไม่

จำเลยเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด ช. ซึ่งมีบานประตูไม้สักไว้ในครอบครองเพื่อการค้าจำเลยในฐานะผู้แทนนิติบุคคลเป็นผู้ลงมือกระทำการย่อมจะต้องรับผิดในทางอาญาด้วย คดีนี้ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยในฐานะตัวการผู้ร่วมกระทำผิดมิได้ลงโทษจำคุกในฐานะที่เป็นผู้แทนนิติบุคคล จึงไม่ขัดกับมาตรา 7 วรรคสองแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 349/2532

โจทก์ได้ บรรยายฟ้องแจ้งชัดว่าจำเลยออกเช็ค 2 ฉบับ เมื่อปรากฏว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันตามเช็คแต่ละฉบับ ศาลย่อมลงโทษจำเลยทุกกรรมเป็นกระทงความผิดได้ตามป.อ. มาตรา 91 แม้โจทก์ไม่ได้อ้างบทมาตราดังกล่าวมาในคำขอท้ายฟ้อง ก็จะถือว่าศาลลงโทษเกินคำขอหาได้ไม่ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) เพียงแต่ บัญญัติให้โจทก์อ้างมาตราในกฎหมายซึ่ง บัญญัติว่า การกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดเท่านั้น โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่ง เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดกับจำเลยที่ 2 ที่ 3 กรรมการร่วมกันออกเช็ค อันเป็นความผิดตามพ.ร.บ. ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค จำเลยที่ 1 โดย ธ. และ ร. กรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันจำเลยที่ 1 ได้ ตั้งทนายความก่อนมีการไต่สวนมูลฟ้อง ย่อมถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้เข้ามาในคดีนี้แล้วนับตั้งแต่ วันที่ตั้ง ทนายความ เมื่อจำเลยที่ 3 ในนามของจำเลยที่ 1 และในฐานะ ส่วนตัวให้การรับสารภาพโดยจำเลยที่ 3 กับทนายจำเลยผู้นั้นลงลายมือชื่อท้ายคำให้การและรายงานกระบวนพิจารณา การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลที่พิพากษาลงโทษปรับจำเลยที่ 1 จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 172.

ในการสอบสวนนั้น  สำคัญมากต้องดำเนินการสอบสวนในความผิดกับบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลคนละส่วนกัน โดยแยกเป็นผู้ต้องหาที่  1  กับ  2  ไม่ใช่สอบสวนโดยรวมกันไป

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4205/2541

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7 วรรคหนึ่งบัญญัติให้ในการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาคดีที่นิติบุคคลเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย ให้ออกหมายเรียกผู้จัดการหรือผู้แทนอื่น ๆของนิติบุคคลนั้น ให้ไปยังพนักงานสอบสวนหรือศาล แล้วแต่กรณีคำว่า ผู้จัดการหรือผู้แทนอื่นของนิติบุคคลตามบทบัญญัติดังกล่าวนั้นย่อมหมายถึง ผู้ที่มีอำนาจกระทำการแทนนิติบุคคลนั้นตามกฎหมายเช่น กรรมการผู้จัดการของบริษัท

พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน ก. กรรมการคนหนึ่งของบริษัทจำเลยในฐานะตัวแทนบริษัทจำเลย โดยมิได้สอบสวน อ. กรรมการผู้จัดการและผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัทจำเลยและตามบันทึกคำให้การของ ก. มีข้อความว่า ก. ไม่ขอให้การชั้นสอบสวนจะไปให้การในชั้นศาล และยังให้การว่า ก. เป็นกรรมการบริษัทจำเลย แต่ ก. ไม่มีอำนาจลงชื่อในการทำนิติกรรมของบริษัทจำเลย ทั้งไม่ปรากฏว่าบริษัทจำเลยมอบอำนาจให้ ก. กระทำการแทนบริษัทจำเลยได้ ดังนี้ พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวน ก. ในฐานะตัวแทนบริษัทจำเลยเกี่ยวกับคดีอาญาคดีนี้ กรณีย่อมถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนบริษัทจำเลยโดยชอบแล้ว พนักงานอัยการจึงไม่มีอำนาจฟ้องบริษัทจำเลยเป็นคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120

และในการออกหมายจับนิติบุคคล  ต้องระบุให้ชัดไว้ในหมายจับว่า “เป็นการออกหมายจับนิติบุคคลแต่ห้ามมิให้ใช้บทบัญญัติว่าด้วยปล่อยชั่วคราว ขังหรือจำคุกแก่ผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคล ในคดีที่นิติบุคคลนั้นเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย”

มิฉะนั้นหากเอาไปควบคุมแล้วอาจมีข้อยุ่งยากภายหลัง.

ส่วนออกหมายจับบุคคลแล้ว  ปรากฏว่าผู้จัดการคนเก่าออกไปแล้ว  หรือกรรมการไม่ได้เป็นกรรมการไปแล้ว  ผู้เขียนเห็นว่าหมายจับยังคงใช้ได้  แต่ต้องใช้กับผู้จัดการคนปัจจุบันหรือกรรมการที่ดำรงตำแหน่งอยู่

ในกรณีดังกล่าวข้างต้น  หากเกิดในประเทศไทย  นิติบุคคลควรต้องรับผิดด้วยในเรื่องกระทำโดยประมาทโดยงดเว้นการกระทำ ในฐานะที่เป็นเจ้าของห้างไม่ดูแลบันไดเลื่อนดังกล่าว.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s