ดูหมายเหตุท้ายฎีกาที่ 2844/2535 เรื่องรับของโจร (ท่านอาจารย์ไพโรจน์ วายุภาพ) เปรียบเทียบกับหมายเหตุท้ายฎีกาที่ 3153/2557 เรื่องลักทรัพย์ (ท่านอาจารย์เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์)

PNOHT580412001004501

ภาพจาก   http://thainews.prd.go.th/website_th/news/news_detail/TNSOC5804120010015

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3153/2557

(พนักงานอัยการจังหวัดระยอง โจทก์

นางบำเพ็ญ มหาเขต จำเลย)

อาญา   พยายาม ไม่บรรลุผล     (ม.81)

ลักทรัพย์ เหตุฉกรรจ์    (ม.335)

วิธีพิจารณาความอาญา พิพากษาไม่เกินฟ้อง       (ม.192 )

จำเลยลักลอบเข้าไปที่ใต้ถุนบ้านและขึ้นไปรื้อค้นสิ่งของบนระเบียงชั้นบนของบ้านผู้เสียหายขณะไม่มีบุคคลไดอยู่ที่บ้าน ส่อเจตนาไม่สุจริตอยู่ไนตัว ลักษณะการรื้อค้นจำเลยรื้อค้นลิ้นซักพลาสติกที่เชิงบันไดซึ่งมีลิ้นชัก ในลิ้นชักอันบนสุดพบกระเป๋าสะพายสีดำและกระเป๋าสตางค์ใบเล็ก จำเลยดึงออกมาจากลิ้นชักแล้วค้นหาสิ่งของในกระเป๋าสะพายและกระเป๋าสตางค์ ต่อจากนั้นจำเลยเดินขึ้นบันไดไปบนระเบียงชั้นบนของบ้านและค้นหาสิ่งของที่กองเครื่องมือของใช้ที่วางอยู่บนระเบียง แล้วกลับลงไปรื้อค้นหาสิ่งของที่ลิ้นชักพลาสติกชั้นอื่นทุกลิ้นชัก แสดงว่าจำเลยมีเจตนาค้นหาเงินและของมีค่าอื่นในจุดที่ จำเลยคาดว่าผู้เสียหายหรือบุคคลในครอบครัวผู้เสียหายน่าจะเก็บหรือซุกซ่อนไว้ พฤติการณ์ในการตรวจค้นหาสิ่งของดังกล่าวฟังได้ว่ามีเจตนาค้นหาและประสงค์จะลักเงินของผู้เสียหาย ถือว่าจำเลยลงมือกระทำความผิดและกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ เป็นการพยายามกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ในเคหสถานตามประมวลกฎหมาย อาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก ประกอบมาตรา 81

หมายเหตุ

การที่จำเลยเข้าไปในเคหสกานของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาต เพื่อจะลักทรัพย์แม้จะยังไม่ทันแตะต้องทรัพย์ของผู้เสียหาย ก็เคยมีคำพิพากษาฎีกาวินิจฉัยไว้หลายเรื่อง ว่าจำเลยมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถาน ตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 เช่น ฎีกาที่ 854/2507 , 1857/2530 , 2385/2534 เป็นต้น ซึ่งคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุคือ ฎีกาที่ 3153/2557 นี้ ศาลชั้นต้นก็พิพากษาลงโทษจำเลยตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 ตาม บรรทัดฐานของคำพิพากษาฎีกาที่กล่าวมาแล้ว

แต่จำเลยตามคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ ได้กระทำการยิ่งไปกว่านั้น กล่าวคือ ถึงขนาดค้นหาสิ่งของในกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายเพื่อจะลักเงิน แต่ปรากฏว่าไม่มีเงินที่จะลักอยู่ในกระเป๋าดังกล่าว ซึ่งศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เป็นการพยายามลักเงินของผู้เสียหาย แต่การกระทำไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุ “วัตถุ” ที่มุ่งหมาย กระทำต่ออันเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 335 (8) วรรคแรก ประกอบมาตรา 81

ผู้หมายเหตุ (ท่าน อ.เกียรติขจร) เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานตาม ปอ. มาตรา 335 (8) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 ตั้งแต่เข้าไปในเคหสถานแล้ว แม้ว่าจะยังไม่ทันได้แตะต้องทรัพย์ของผู้เสียหายที่จำเลยประสงค์จะลักไปก็ตาม ทั้งนี้ตามบรรทัดฐานของ คำพิพากษาฎีกาหลายเรื่องที่กล่าวข้างต้น

ประเด็นที่จะต้องพิจารณาก็คือ หากจำเลยกระทำความผิดในสาธารณสถาน เช่น เอามือล้วงกระเป๋าสะพายของผู้เสียหายหรือล้วงกระเปากางเกงของผู้เสียหายขณะผู้เสียหายยืนรอรถประจำทางอยู่ แต่การกระทำไม่บรรลุผลเพราะไม่มีเงินที่จะลักอยู่ในกระเป๋าดังกล่าวเลย จะถือว่าเป็นพยายามลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 334 (หรือมาตรา 335) ประกอบมาตรา 80 หรือจะถือว่าเป็นพยายามลักทรัพย์แต่การกระทำไม่อาจบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะเหตุวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ ตามมาตรา 81 บทบัญญัติใน ป.อ. มาตรา 81 มีบัญญัติขึ้นเป็นครั้งแรกในประมวลกฎหมายอาญา โดยไม่มีบทบัญญัติเช่นนี้ ในกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 โดย ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ ได้อธิบายไว้ในหนังสือ ‘‘กฎหมายอาญา ภาค 1’’ ในส่วนที่เกี่ยวกับการกระทำไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุแห่ง “วัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ’’ โดยยกตัวอย่าง ดังนี้ยิงไปที่ตอไม้โดยเข้าใจว่าเป็นคน ไม่มีคนอยู่ที่นั่น ไม่ใช่ที่ที่คนอยู่ตามปกติเป็นการกระทำที่ไม่สามารถบรรลุผลอย่างแน่แท้ ซึ่งเดิมไม่เป็นความผิด แต่บัดนี้ต้องมี ความผิดตามมาตรา 81 (ดูหัวข้อ 135 ของหนังสือ ดังกล่าว)

ส่วนในกรณีลักทรัพย์ ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ยกตัวอย่างว่า ประสงค์จะลักทรัพย์ในหีบที่เคยเก็บทรัพย์ แต่หีบ ในขณะนั้นไม่มีทรัพย์กรณีเช่นนี้เป็นการลักทรัพย์ที่ไม่สำเร็จ (ไม่บรรลุผล) โดย ‘‘ไม่เด็ดขาด’’ เกี่ยวกับ ‘‘วัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ” เป็นพยายามลักทรัพย์ตามมาตรา 80 ไม่ใช่มาตรา 81 เทียบเคียงได้กับกรณี ‘‘ยิงเข้าไปในห้องที่คนซึ่งประสงค์ จะฆ่าเคยอยู่ แต่เผอิญขณะที่ยิงนั้นคนนั้นไปเสียที่อื่น” ก็เป็นพยายามฆ่าตามมาตรา 80 ไม่ใช่มาตรา 81 (ดู หัวข้อ ๑๓๕ ของหนังสือดังกล่าว)

ศาลฎีกาในฎีกาที่ 1446/2513 (ประชุมใหญ่) วินิจฉัยกรณีจำเลยใช้ปีนยิงไปที่ห้องที่ผู้เสียหายเคยนอน แต่ผู้เสียหายรู้ตัวก่อนจึงย้ายไปนอนที่อื่น ดังนี้จำเลยใช้ปีนยิงผ่านไปตรงที่ที่ผู้เสียหายเคยนอนในห้อง เรือนแต่กระสุนปีนไม่ถูก เพราะผู้เสียหายรู้ตัวเสียก่อนจึงย้ายไปนอนเสียที่ระเบียง การที่ผู้เสียหายรู้ตัวและหลบไป ไม่อยู่ในที่ที่จำเลยเข้าใจถือได้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญและผู้เสียหายก็ยังคงอยู่บนเรือนนั่นเอง ดังนี้การกระทำของจำเลยหาใช่เป็นเรื่องที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ ตามมาตรา 81 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไม่ แต่ต้องปรับด้วยมาตรา 80

จากบรรทัดฐานของฎีกาประชุมใหญ่นี้ จึงถือกันว่า หากการไม่บรรลุผล “เป็นเรื่องบังเอิญ” (หรือกล่าวอีกนัย หนึ่งคือ ‘‘ไม่เด็ดขาด”) ก็เป็นกรณีตามมาตรา 80 ส่วน กรณีมาตรา 81 ต้องเป็นการไม่บรรลุผล ‘‘โดยเด็ดขาด’’

คำพิพากษาฎีกาประชุมใหญ่ที่ 1446/2513 มี หมายเหตุท้ายฎีกาความตอนหนึ่งดังนี้กรณี (กรณีข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาประชุมใหญ่เรื่องใช้ปืนยิงไปที่ห้องนอน) ต่างกับการที่จำเลยตั้งใจจะยิงผู้เสียหาย แต่เข้าใจผิดคิดว่าตอไม้เป็นผู้เสียหายจึงยิงไปที่ตอไม้นั้น กรณีนี้ (กรณียิงตอไม้) ถึงแม้องค์ประกอบความผิดมีครบแล้ว แต่ตอไม้นั้นปกติไม่ใช่เป็นที่ที่คนอยู่อาศัยเช่นนี้การกระทำของจำเลยจึงไม่บรรลุผลได้โดยแน่แท้

ผู้หมายเหตุจึงมีความเห็นว่า กรณีจำเลยล้วงกระเป๋าสะพายหรือล้วงกระเป้ากางเกงผู้เสียหายในที่สาธารณสถานเพื่อลักเงินในกระเป๋า แต่ปรากฏว่าไม่มีเงินในกระเป๋านั้น ๆ เลย น่าจะถือว่าเป็น ‘‘เรื่องบังเอิญ’’ เพราะกระเป๋าก็ดี หีบเก็บทรัพย์ก็ดี ปกติก็เป็นที่ใส่เงินจึงเป็นพยายามลักทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 80 ไม่น่าจะถือว่าเป็นกรณีไม่บรรลุผล ‘‘โดยเด็ดขาด’’ อันจะเป็นพยายามลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 81

ส่วนกรณีการเข้าไปในเคหสถานของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตเพี่อลักทรัพย์ในเคหสถาน ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง ตามคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ (ฎีกาที่ 3157/2557) ผู้หมายเหตุเห็นว่าผู้กระทำมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ ตามมาตรา 335 (8) วรรคแรก ประกอบมาตรา 80 ตั้งแต่ เข้าไปในเคหสถานแล้ว (นอกเหนือจากความผิดฐานบุกรุก) แม้จำเลยจะยังไม่ทันแตะต้องทรัพย์ที่ต้องการจะลัก แต่อย่างใดเลยก็ตาม ทั้งนี้ตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่กล่าวมาแล้วในตอนต้น (เช่นฎีกาที่ 854/2507, 1857/2530 , 2385/2534  เป็นต้น)

นอกจากนั้น ยังมีคำพิพากษาฎีกาที่ 4938/2554 กรณีเข้าไปลักทรัพย์ในโรงงาน ฎีกาที่ 490/2542 กรณี เข้าไปลักทรัพย์ในที่เก็บรักษาทรัพย์ แม้จำเลยจะยังไม่ได้แตะต้องตัวทรัพย์ที่ประสงค์จะลัก ก็เป็นพยายามลักทรัพย์ ตาม ป.อ. มาตรา 80

กรณีข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ (ฎีกาที่ 3153/2557) จำเลยเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายโดยไม่ได้รับอนุญาตโดยเจตนาจะลักทรัพย์ในบ้านนั้น หากจำเลยถูกจับกุมภายในบ้านก่อนจะลงมือรื้อค้นสิ่งของในตู้ลิ้นชักพลาสติก ข้อเท็จจริงเพียงเท่านี้ คงเป็นที่เข้าใจ ตรงกันว่า จำเลยย่อมมีความผิดฐานพยายามลักทรัพย์ในเคหสถานตามมาตรา 335(8) ประกอบมาตรา 80 ตั้งแต่ ขณะนั้นแล้ว ทั้งนี้ตามบรรทัดฐานของคำพิพากษาฎีกา หลายเรื่องที่กล่าวมาแล้ว กรณีจึงไม่น่าจะกลายเป็นว่า ในการกระทำอันเดียวกันโดยมีเจตนาเดียวกัน แต่จำเลยได้กระทำการเกินเลยไปกว่านั้น กล่าวคือ ถึงขนาดรื้อค้นลิ้นชักพบกระเป๋าสะพายแล้วค้นหาเงินในกระเป๋าแต่ไม่พบเงินในกระเป๋า จำเลยจะกลับมีความผิดตามมาตรา 335 (8) วรรคแรก ประกอบมาตรา 81 ไปได้

เกียรติขจร วัจนะสวัสดิ์

ข้อสังเกตประการแรก ความเห็นของนักกฎหมายนั้นแตกต่างกันได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการให้ความเห็นทางกฎหมาย เพราะทุกคนย่อมมีประสบการณ์และการเรียนรู้ที่แตกต่างกันไปตามพื้นฐานของแต่ละท่าน แต่ความเห็นเหล่านี้ล้วนมีประโยชน์อย่างยิ่งในการพัฒนาและความรู้ทางนิติศาสตร์เจริญงอกงามขึ้นไปอีก

ข้อสังเกตประการต่อมา การเข้าไปในบ้านเพื่อเจตนาลักทรัพย์นั้น หากไม่มีข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเคยลักทรัพย์มาก่อนหรือประสงค์ต่อทรัพย์อย่างแน่ชัดนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากแก่การพิจารณาในระดับหนึ่ง ทำให้เกิดข้อโต้แย้งได้มาก

โดยปกติแล้วกรณีที่มีคนเข้าไปในบ้าน หากไม่มีข้อเท็จจริงปรากฏเด่นชัด เช่น ผู้ต้องหาได้ลักทรัพย์บ้านอื่นมาแล้ว มาค้นบ้านอื่นต่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะดำเนินคดีในข้อหา “บุกรุก” ซึ่งเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าเรื่องลักทรัพย์ แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้คงมีพยานหลักฐานบางประการที่น่าเชื่อว่าผู้ต้องหามีเจตนาลักทรัพย์ กรณีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา  81 มีเรื่องยากที่จะพิจารณาหลายประการ ทั้งเรื่อง ‘‘วัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อ” ซึ่งปกติในชั้นเรียนเรามักจะได้ยินตัวอย่างเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนยิง  ( ตัวอย่างเช่น   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2249/2554 ผู้เสียหายให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหาย 2 นัด ในระยะห่างเพียงประมาณ 1 เมตร ซึ่งเป็นระยะใกล้ แต่ตามใบรับรองแพทย์ แพทย์ผู้ตรวจรักษาผู้เสียหายวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายมีบาดแผลถูกยิงและถูกทำร้ายร่างกายบริเวณคอ ศรีษะ และใบหน้า แต่ไม่ปรากฏว่าบาดแผลดังกล่าวมีขนาดและความลึกเท่าใด หรือแพทย์มีความเห็นว่า หากผู้เสียหายไม่ได้รับการรักษาบาดแผลทันท่วงที ผู้เสียหายจะถึงแก่ความตายหรือไม่ ทั้งแพทย์มีความเห็นว่า ผู้เสียหายควรหยุดงานเพียง 8 วัน แม้จะได้ความจากผู้เสียหายว่า แพทย์ต้องผ่าตัดเอาหัวกระสุนปืนออกจากบริเวณท้ายทอยของผู้เสียหาย แต่ผู้เสียหายก็พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 6 วัน เท่านั้น เชื่อได้ว่าบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับไม่รุนแรงนัก การที่จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายในระยะใกล้แต่ผู้เสียหายไม่ได้รับอันตรายร้ายแรง แสดงว่าอาวุธปืนที่จำเลยใช้ยิงไม่มีประสิทธิภาพ ไม่สามารถทำให้ถึงแก่ความตายได้ ถือว่าการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นของจำเลยไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำตาม ป.อ. มาตรา 81 วรรคหนึ่ง   ;   คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6265/2555 อาวุธปืนของกลางที่จำเลยที่ 1 ใช้ยิงรถเป็นเพียงอาวุธปืนแก๊ปยาวประจุปาก เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยที่ 1 ยิงในขณะที่โจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถสวนมา หากอาวุธปืนของกลางมีอานุภาพร้ายแรงจริงน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงมาก แต่จากรายงานการตรวจพิสูจน์สภาพรถบรรทุก ปรากฏความเสียหายเพียงมีร่องรอยถูกยิงด้วยกระสุนปืน 8 รอย รอยยุบแต่ละรอยดังกล่าวไม่ลึกมาก คงมีแต่ครอบพลาสติกของกรอบกระจกหน้าข้างขวาด้านในเพียงแห่งเดียวที่มีรูทะลุค่อนข้างลึก และมีกระจกบังลมหน้ารถแตกจากกระสุนปืน ส่วนบุคคลที่นั่งอยู่ในรถไม่ได้รับอันตรายจากกระสุนปืนเลย แสดงว่าอาวุธปืนของกลางไม่มีอานุภาพร้ายแรงนัก การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นที่ไม่สามารถบรรลุผลได้แน่แท้ เพราะเหตุอาวุธปืนซึ่งเป็นปัจจัยที่ใช้ในการกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 81 วรรคแรก ) และที่ยากอีกประการหนึ่งคือเรื่องความแตกต่างระหว่างมาตรา 80 กับมาตรา 81   ในเรื่องนี้เคยมี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2844/2535 วางแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่อง รับของโจรกับมาตรา 81 ดังนี้คือ.

พนักงานอัยการ จังหวัด สุพรรณบุรี        โจทก์

นาย บุญมา    พระลักษณ์                  จำเลย

ป.อ. มาตรา 81, 257

รถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายถูกคนร้ายลักไป ต่อมาในคืนเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ไว้เป็นของกลาง เนื่องจากคนร้ายขับไปชนคนได้รับบาดเจ็บ การที่รถจักรยานยนต์ได้เข้ามาอยู่ในความยึดถือของเจ้าพนักงานตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ในคดีที่เกิดขึ้นภายหลังโดยไม่ได้เข้ามาอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายและไม่ได้เข้ามาอยู่ในความยึดถือของเจ้าพนักงานตำรวจในคดีที่มีการลักรถจักรยานยนต์ยังถือไม่ได้ว่าขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ไว้นั้น รถจักรยานยนต์พ้นสภาพจากทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิด เพราะเจ้าพนักงานตำรวจที่ยึดไว้ก็ไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมา การที่จำเลยติดต่อ ช. ผู้รับฝากรถจักรยานยนต์ไว้ในคืนเกิดเหตุให้นำเงินไปไถ่ในวันรุ่งขึ้น เป็นการช่วยจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นทรัพย์ที่อยู่ในสภาพที่ถูกลักมาแต่การช่วยจำหน่ายของจำเลยไม่สามารถที่จะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้เพราะรถจักรยานยนต์ยังอยู่ในความยึดถือของเจ้าพนักงานตำรวจที่ยึดไว้ในคดีอื่น จำเลยไม่อาจช่วยให้มีการไถ่ถอนตามที่ได้เจตนาจะให้เกิดผลได้เลย จึงเป็นความผิดฐานพยายามรับของโจรที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรกประกอบมาตรา 81

________________________________

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 25 มกราคม 2532 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 26 มกราคม 2532 เวลากลางคืนก่อนเที่ยงวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยนี้กับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องได้ร่วมกันลักเอารถจักรยานยนต์ ยี่ห้อยามาฮ่า หมายเลขทะเบียน สุพรรณบุรีฉ-0960 จำนวน 1 คัน ราคา 28,500 บาท ของพลทหารสมปอง ทองนวลผู้เสียหายซึ่งอยู่ในความครอบครองของนายเช้า สว่างศรี ไปโดยทุจริตเหตุเกิดที่ตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรีขอให้พิพากษาลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2525 มาตรา 11

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ลงโทษจำคุก 3 ปี ข้อหาลักทรัพย์ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องข้อหารับของโจรด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ปัญหาวินิจฉัยมีว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานรับของโจรตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษาหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นฟังมาโดยไม่มีฝ่ายใดฎีกาโต้แย้งได้ความว่า คืนเกิดเหตุรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายได้ถูกคนร้ายลักไปจากตำบลดอนเจดีย์ อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรีและได้ถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้เป็นของกลางในคืนที่รถจักรยานยนต์หาย เนื่องจากคนร้ายขับรถจักรยานยนต์คันดังกล่าวไปชนคนได้รับบาดเจ็บแล้วทิ้งรถจักรยานยนต์ไว้ตรงจุดที่ชนในเขตอำเภอศรีประจันต์จังหวัดสุพรรณบุรี เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีประจันต์จึงได้ยึดมาเป็นของกลาง ในวันรุ่งขึ้นจำเลยได้ไปบอกนายเช้า สว่างศรี ผู้รับฝากรถจักรยานยนต์ไว้ในคืนเกิดเหตุให้นำเงิน 3,000 บาทไปไถ่รถจักรยานยนต์คืนโดยรับว่าจะเป็นผู้พาไปไถ่คืนเห็นว่าการที่เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์คันที่คนร้ายลักไปไว้ในคืนนั้นเป็นการที่รถจักรยานยนต์ของกลางได้เข้ามาอยู่ในความยึดถือของเจ้าพนักงานตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ในคดีที่เกิดขึ้นภายหลัง ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในความครอบครองของผู้เสียหายและยังไม่ได้เข้ามาอยู่ในความยึดถือของเจ้าพนักงานตำรวจผู้มีอำนาจหน้าที่ในคดีที่มีการลักทรัพย์รถจักรยานยนต์ จึงยังถือไม่ได้ว่าขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอศรีประจันต์ยึดรถจักรยานยนต์ของกลางไว้นั้นรถจักรยานยนต์ของกลางพ้นสภาพจากทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำผิด เพราะเจ้าพนักงานตำรวจที่ยึดไว้ก็ไม่รู้ว่าเป็นทรัพย์ที่ถูกลักมาขณะที่ยึด การที่จำเลยมาติดต่อนายเช้าให้นำเงินไปไถ่ในวันรุ่งขึ้นนั้นเข้าลักษณะที่เป็นการจำหน่ายรถจักรยานยนต์ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นทรัพย์ที่อยู่ในสภาพที่ถูกลักมาพฤติการณ์ของจำเลยที่ไปติดต่อขอให้ไถ่นั้นเป็นการแสดงให้เห็นว่าจำเลยจะต้องรู้ว่าทรัพย์ที่ตนมาติดต่อขอให้ไถ่นั้นเป็นของร้ายการกระทำของจำเลยจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานรับของโจร เพียงแต่ว่าการช่วยจำหน่ายของจำเลยนั้นไม่มีทางที่จะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ได้ เพราะว่าในขณะที่จำเลยกระทำการช่วยจำหน่ายทรัพย์ที่จำเลยช่วยจำหน่ายนั้นรถจักรยานยนต์ของกลางยังอยู่ในความยึดถือของเจ้าพนักงานตำรวจที่ยึดไว้ในคดีอื่น จำเลยไม่อาจช่วยให้มีการไถ่ถอนอันถือว่าเป็นการช่วยจำหน่ายตามที่ได้เจตนาจะให้เกิดผลได้เลยการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามกระทำความผิดฐานรับของโจรที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 วรรคแรก ประกอบมาตรา 81 คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกาฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา357 วรรคแรก, 81 จำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

( อุดม เฟื่องฟุ้ง – ก้าน อันนานนท์ – อัมพร ทองประยูร )

หมายเหตุ

วัตถุในการกระทำความผิดฐานรับของโจรต้องเป็นทรัพย์อันได้มาจากการกระทำความผิด หรือเป็นของโจรนั่นเอง และต้องมีสภาพของโจรอยู่ในขณะที่กระทำการรับของโจร สภาพของโจรอาจสิ้นสุดลงได้เมื่อเจ้าของได้ทรัพย์นั้นคืนมาแล้ว หากมีการกระทำต่อทรัพย์ภายหลังจากนั้นผู้กระทำย่อมไม่มีความผิดฐานรับของโจร การที่เจ้าพนักงานตำรวจได้ยึดทรัพย์ไว้เป็นของกลางในคดีนั้นแล้ว ก็ทำให้สิ้นสภาพเป็นของโจรเช่นเดียวกัน เพราะว่าเป็นการยึดไว้เพื่อคืนให้แก่เจ้าของต่อไป

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 ให้อำนาจเจ้าพนักงานผู้จับที่จะค้นตัวผู้ต้องหาและยึดสิ่งของต่าง ๆ ที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ มาตรา 132(2)(4) ให้อำนาจพนักงานสอบสวนที่จะยึดสิ่งของซึ่งมีไว้เป็นความผิด หรือได้มาโดยการกระทำผิดหรือได้ใช้หรือสงสัยว่าได้ใช้ในการกระทำผิดหรือซึ่งอาจใช้เป็นพยานหลักฐานได้ การยึดไว้ดังกล่าวมิใช่เพียงนำทรัพย์นั้นมาไว้ในความครอบครองของเจ้าพนักงานเท่านั้น ผู้ยึดจะต้องดำเนินการอันใดที่จะแสดงการใช้อำนาจในการยึดให้ปรากฏไว้เป็นหลักฐานด้วย เช่นระบุไว้ในบันทึกจับกุม หรือในบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดี หรือในบัญชีของกลางสำนวนการสอบสวน ซึ่งย่อมมีรายละเอียดของการกระทำผิดหรือข้อหาแห่งความผิดนั้น หลักฐานนี้จะชี้ได้ว่าเป็นการยึดทรัพย์ในคดีใด

คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถจักรยานยนต์ไว้เป็นของกลางเนื่องจากมีข้อเท็จจริงที่ปรากฏต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าคนร้ายขับรถจักรยานยนต์คันที่ตนลักมาไปชนคนได้รับบาดเจ็บแล้วทิ้งรถไว้ตรงจุดที่ชน เจ้าพนักงานตำรวจไม่รู้ว่าเป็นรถที่ถูกลักมา จึงยึดไว้ในสภาพที่เป็นสิ่งของที่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานหรือที่ได้ใช้ในการกระทำผิดในคดีที่คนร้ายขับรถชนคนได้รับบาดเจ็บเท่านั้นซึ่งหลักฐานแสดงการยึดรถก็คงปรากฏแต่เพียงนั้น แต่มิใช่จะถือความรู้หรือไม่รู้ของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นข้อสำคัญที่จะถือไปในทางตรงกันข้ามว่า หากต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจรู้ว่าเป็นรถที่ถูกลักมา จะเป็นการยึดไว้ในคดีลักทรัพย์ไปทันทีที่รู้เช่นนั้นหรือจะทำให้การยึดรถไว้แต่แรกนั้นกลายเป็นหรือถือว่าเป็นการยึดในคดีลักทรัพย์ไปได้ เพราะว่าแม้เจ้าพนักงานตำรวจจะรู้ว่าเป็นรถที่ถูกลักมาก็ตาม ถ้าเจ้าพนักงานตำรวจไม่ดำเนินการตามที่กล่าวข้างต้นเพื่อแสดงการใช้อำนาจในการยึดรถไว้ในคดีลักทรัพย์ก็ไม่อาจถือว่าเป็นการยึดไว้ในคดีลักทรัพย์ได้ รถจักรยานยนต์จึงยังมีสภาพเป็นของโจรอยู่ จึงอาจมีการกระทำผิดฐานรับของโจรต่อไปได้

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 ให้ถือว่าการกระทำที่ไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เป็นการพยายามกระทำความผิดด้วยเหตุเพียง 2   ประการเท่านั้น คือ เพราะเหตุปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำความผิดประการหนึ่ง กับเหตุแห่งวัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่ออีกประการหนึ่งคดีนี้การที่จำเลยไปบอก ช. ผู้รับฝากรถจักรยานยนต์ให้นำเงิน3,000 บาทไปไถ่รถจักรยานยนต์คืนโดยรับว่าจะเป็นผู้พาไปไถ่คืนเป็นการช่วยจำหน่ายแล้ว มิใช่ปัจจัยในการกระทำผิดไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ ส่วนรถจักรยานยนต์ถูกยึดไว้ในคดีที่คนร้ายขับรถชนคนได้รับบาดเจ็บยังมีสภาพของโจรอยู่ ก็มิใช่เป็นกรณีที่วัตถุที่มุ่งหมายกระทำต่อไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ที่คำพิพากษากล่าวว่าการช่วยจำหน่ายของจำเลยไม่มีทางที่จะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ได้เพราะว่าในขณะที่จำเลยกระทำการช่วยจำหน่ายทรัพย์ที่จำเลยช่วยจำหน่ายนั้นยังอยู่ในความยึดถือของเจ้าพนักงานตำรวจที่ยึดไว้ในคดีอื่น จำเลยไม่อาจช่วยให้มีการไถ่ถอนอันถือว่าเป็นการช่วยจำหน่ายตามที่ได้เจตนาจะให้เกิดผลได้เลย จึงเป็นความผิดฐานพยายามกระทำความผิดฐานรับของโจรที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81 นั้น การที่ไม่อาจเกิดผลเป็นการไถ่ถอนรถคืนมาได้เลย เป็นเรื่องอื่นที่มิใช่เหตุปัจจัยในการกระทำผิด และกฎหมายมิได้กำหนดเอาข้อดังกล่าวเป็นเหตุให้ถือว่าเป็นการพยายามกระทำความผิด จึงไม่น่าจะถือว่าเป็นการพยายามกระทำผิดที่เป็นไปไม่ได้โดยแน่แท้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 81แต่เป็นการพยายามกระทำความผิดตามมาตรา 80 ซึ่งพอจะเทียบได้กับกรณีที่คนร้ายมีมือเปล่าเข้าไปในอาคารเพื่อลักของมีค่า ปรากฏว่าเจ้าของเก็บของมีค่าไว้ในห้องนิรภัย คนร้ายจึงลักของมีค่าไปไม่ได้ย่อมเป็นการพยายามกระทำความผิดตามมาตรา 80

ไพโรจน์ วายุภาพ

ส่วนคำพิพากษาฎีกาอื่นๆ ที่ควรศึกษาประกอบในเรื่องนี้ ตัวอย่างเช่น

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2757/2552

จำเลยใช้ไฟแช็กแก๊สจุดไฟบริเวณที่ราดน้ำมันซึ่งเป็นพื้นปูนซีเมนต์และประตูหน้าบ้านของผู้เสียหายซึ่งเป็นประตูเหล็ก แต่วัตถุดังกล่าวหาใช่ว่าจะไม่สามารถติดไฟได้เลยอย่างแน่แท้ไม่ เพราะน้ำมันเบนซินเป็นวัตถุไวไฟติดไฟง่ายสามารถเผาผลาญปูนซีเมนต์และเหล็กได้ ทั้งเมื่อไฟติดแล้วอาจจะลุกลามกระจายเป็นวงกว้างไปไหม้บ้านของผู้เสียหายได้ การที่จำเลยจุดไฟไม่ติดจึงเป็นเหตุบังเอิญมากกว่า การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานพยายามกระทำความผิดที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตาม ป.อ. มาตรา 81 แต่เป็นความผิดฐานพยายามซึ่งอาจบรรลุผลได้ตาม ป.อ. มาตรา 80

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1512/2551

การกระทำที่ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตาม ป.อ. มาตรา 81 ต้องเป็นกรณีที่เกี่ยวกับปัจจัยหรือวัตถุซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถจะกระทำให้บรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เช่น หญิงไม่มีช่องคลอดอันเป็นการผิดปกติมาแต่กำเนิด ซึ่งอย่างไรๆ อวัยวะเพศชายก็ไม่สามารถจะสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศหญิงดังกล่าวได้ อวัยวะเพศชายสามารถเข้าไปในช่องคลอดของผู้เสียหายได้แต่ช่องคลอดจะฉีกขาดและจะต้องมีการบังคับขู่เข็ญหรือใช้สารหล่อลื่น ซึ่งไม่ใช่กรณีที่อวัยวะเพศชายไม่สามารถจะสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายได้ การกระทำของจำเลยที่กระทำต่อผู้เสียหายจึงไม่ใช่กรณีที่ปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำผิดไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ตามความหมายในมาตรา 81

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2894/2555

ผู้ตรวจพิสูจน์อาวุธปืนให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่า อาวุธปืนแก๊ปของกลางเป็นอาวุธที่สามารถทำอันตรายแก่ชีวิตและวัตถุได้ การที่กระสุนปืนไม่ลั่นเมื่อสับนกปืนนั้นสามารถเกิดขึ้นกับอาวุธปืนได้ หากดินปืนมีความชื้นหรือเปียกชื้น เพราะประกายไฟซึ่งเกิดจากนกปืนสับไปที่แก๊ปปืนไม่สามารถลุกลามไปติดเนื้อดินปืนในลำกล้องเพื่อส่งเม็ดตะกั่วที่บรรจุอยู่ออกไปทางปากกระบอกปืนได้ แสดงว่าในวันเกิดเหตุหากดินปืนที่บรรจุอยู่ในลำกล้องอาวุธปืนของกลางแห้ง ไม่เปียกชื้น กระสุนปืนก็ต้องลั่นส่งเม็ดตะกั่วที่บรรจุอยู่ในลำกล้องออกมาใส่ใบหน้าผู้เสียหายเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการลงมือกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผลอันเป็นการพยายามกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 80 หาใช่การกระทำนั้นไม่สามารถจะบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ เพราะอาวุธปืนหรือเครื่องกระสุนปืนของกลางอันเป็นปัจจัยซึ่งใช้ในการกระทำตามมาตรา 81 แต่อย่างใดไม่

(โปรดดูเปรียบเทียบกับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2249/2554 กับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6265/2555 ดังกล่าวแล้วข้างต้น)

*****

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s