วัฒนธรรมตำรวจกับการปฏิบัติหน้าที่สอบสวน

police-black-logo

 

 

 

วัฒนธรรมองค์กรของตำรวจ

(สรุปส่วนหนึ่งจากงานวิจัย ของ พ.ต.ต.ธนากร  คำวะรัตน์)

วัฒนธรรมองค์กร ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในฐานะที่เป็นสมาชิกขององค์การ เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นมีความแตกต่างจากอาชีพอื่นย่อมทำให้วัฒนธรรมตำรวจมีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากวัฒนธรรมองค์กรของอาชีพอื่นๆ

องค์การโดยทั่วไปนั้นเปรียบเสมือนคนที่มีทั้งคุณสมบัติที่มองเห็น ได้แก่ รูปร่างหน้าตาของคน และคุณสมบัติที่มองไม่เห็นอย่างแนวคิด ทัศนคติ และค่านิยม ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อการคงอยู่ หรือการเปลี่ยนแปลงขององค์การ ซึ่งก็คือจิตวิญญาณขององค์การหรือวัฒนธรรมองค์กรนั่นเอง (เสนาะ ติเยาว์, 2544: 28) วัฒนธรรมองค์กรเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในองค์การมีทั้งสิ่งที่แสดงออกมาอย่างชัดแจ้ง และสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในวัฒนธรรมองค์กรเป็นระบบคุณค่าและความเชื่อร่วมกัน มีหน้าที่ในการกําหนดพฤติกรรมของสมาชิกในองค์การ ทั้งในเรื่องการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมและกระบวนการในการทำงาน (วันชัย มีชาติ, 2548: 269) ในทำนองเดียวกัน หน่วยงานของตำรวจเองก็จะมีรูปแบบการทำงานที่เป็นทางการที่ถูกกำหนดไว้โดยกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ กับรูปแบบการทำงานที่ไม่เป็นทางการ ที่ถูกกำหนดโดยค่านิยม ความเชื่อ และปทัสถานที่ตำรวจมีอยู่ร่วมกันนั่นก็คือ วัฒนธรรมองค์กรตำรวจ

การรับรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมตำรวจนั้นมักเป็นในทางที่ไม่ดี ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการรับรู้ที่เกิดจากการสร้างผ่านสื่อเท่านั้น แต่ยังปรากฏให้เห็นในงานทบทวนความรู้ทางวิชาการอย่างกว้างขวางอีกด้วย วัฒนธรรมตำรวจมักถูกอธิบายในคำจำกัดความว่า วัฒนธรรมแห่ง “ความรุนแรง”, “ความไม่น่าไว้ใจ”, “ความเป็นลูกผู้ชาย” ที่แฝงไว้ด้วยอคติ โดย Janet Chan (1996) เคยให้คำนิยามเกี่ยวกับวัฒนธรรมตำรวจไว้ว่า วัฒนธรรมนี้เป็นเสมือนร่มคันใหญ่ที่เต็มไปด้วยค่านิยมที่ไม่ดีขององค์การตำรวจ

อาเธอร์ นิเดอร์ฮอฟเฟอร์ และ เอบราแฮม บลูมเบิก(1976) เคยชี้ให้เห็นว่า วัฒนธรรมตำรวจประกอบด้วย

  1. เคารพนับถือในอำนาจและการใช้อำนาจ (เผด็จการ)
  2. รักษาความลับ โดยเฉพาะกับพรรคพวกเดียวกัน
  3. จงรักภักดีต่อสถาบันตำรวจ
  4. มีความรู้สึกว่าตำรวจเป็นลูกเมียน้อย
  5. มีแนวคิดทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม
  6. มองโลกในแง่ร้าย
  7. จงรักภักดีในสถาบันครอบครัว ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

นิเดอร์ฮอฟเฟอร์ พบว่า องค์การบริหารของตำรวจนั้นมีลักษณะค่อนข้างเผด็จการ โดยจะสังเกตได้ว่าตำรวจนั้นมักจะต้องปฏิบัติงานอยู่ในเครื่องแบบ ถือความศักดิ์สิทธิ์ของคำสั่งผู้บังคับบัญชา ถูกล้อมกรอบด้วยระเบียบวินัยการปฏิบัติงานที่เต็มไปด้วยพิธีรีตรอง

John H. McNamara(1967) ยังพบว่าข้าราชการตำรวจนั้นมีบุคลิกที่ค่อนข้างเผด็จการ เพราะงาน ตำรวจค่อนข้างที่จะดึงดูดบุคคลที่มีบุคลิกเผด็จการ (Authoritarian) เข้ามามากไปกว่านั้น องค์การตำรวจยังมีอิทธิพลและสมรรถภาพอย่างสูง ในการทำให้ข้าราชการตำรวจพัฒนาบุคลิกภาพไปเป็นเผด็จการได้ คือ ยิ่งอยู่นานก็จะยิ่งมีค่านิยมในการใช้อำนาจและยอมรับการใช้อำนาจมากขึ้น

วัฒนธรรมในการทำงานของตำรวจ  เป็นวัฒนธรรมย่อยท่ามกลางวัฒนธรรมใหญ่ของสังคมที่ครอบคลุมอยู่ ตำรวจจึงมีความเชื่อ ค่านิยม และปทัสถานบางส่วนที่เหมือนหรือร่วมกันกับวัฒนธรรมใหญ่ของสังคมนั้น และก็มีบางส่วนของวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจที่มีรูปแบบเฉพาะแตกต่างออกไปจากวัฒนธรรมใหญ่ซึ่งมีค่านิยม(Values) ปทัสถาน(Norms) และรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle) ที่มีลักษณะเฉพาะของกลุ่มตนเอง (Thibault, Lynch, & McBride, 2007) มีลักษณะเป็นกฎที่ถูกสร้างขึ้นอย่างไม่เป็นทางการ (Craft Rules) ซึ่งเป็นสิ่งสําคัญที่จะกำหนดรูปแบบหรือแบบแผนความประพฤติปฏิบัติของตำรวจ อย่างไรก็ตาม ถึงแม้กฎที่ถูกสร้างขึ้นอย่างไม่เป็นทางการนี้จะมีอำนาจในการกำหนดพฤติกรรมของตำรวจได้ แต่ไม่ใช่สิ่งที่คงทนถาวรสามารถเปลี่ยนแปลงได้ (Reiner, 1985)

วัฒนธรรมการทำงานของตำรวจเป็นวัฒนธรรมย่อยของวัฒนธรรมใหญ่ ตำรวจจึงมีความเชื่อ ค่านิยม และปทัสถาน บางส่วนที่มีความเหมือนหรือมีลักษณะร่วมกับ ความเชื่อ ค่านิยม และปทัสถาน ของวัฒนธรรมใหญ่ของสังคมนั้น และก็มีส่วนของวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจที่มีรูปแบบเฉพาะ ไม่เหมือนกับวัฒนธรรมใหญ่ และไม่เหมือนกับวัฒนธรรมองค์กรในอาชีพอื่นๆ การศึกษาวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจต้องพิจารณาถึงสภาวะแวดล้อม 2 ประการ ซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อรูปให้เกิดวัฒนธรรมตำรวจ คือ สภาวะแวดล้อมทางอาชีพ (Occupational Environment) และ สภาวะแวดล้อมขององค์การ (Organizational Environment)

  1. สภาวะแวดล้อมทางอาชีพ (Occupational Environment)

กลุ่มบุคคลที่มีอาชีพเดียวกันจะมีสภาวะแวดล้อมที่บุคคลในอาชีพนั้น จะต้องเผชิญในระหว่างการทำงาน เป็นสภาวะแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ส่งผลต่อความเชื่อ ค่านิยม และปทัสถานในการทำงาน ก่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรมทางอาชีพ (Occupational Culture) ซึ่งเป็น ผลผลิตของสถานการณ์และปัญหาต่างๆ ที่บรรดาสมาชิกในอาชีพจะต้องเผชิญและตอบสนองต่อสถานการณ์และปัญหาเหมือนกัน (Paoline, 2003: 200) ซึ่ง Paoline เห็นว่า วัฒนธรรมการทำงานของตำรวจเป็นปรากฏการณ์ในเชิงอาชีพของตำรวจที่มีลักษณะการรวมตัวกันเป็นกลุ่ม เผชิญกับสถานการณ์ในสภาวะแวดล้อมของงานตำรวจเหมือนกัน ทำให้เกิดทัศนคติร่วมกันตามมา รวมถึงค่านิยม และปทัสถาน

สภาวะแวดล้อมทางอาชีพที่ส่งผลต่อวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจ 2 ประการ ได้แก่ 1) ภยัน ตราย (Danger) และ 2) อำนาจในการบังคับใช้ (Coercive Authority) (Paoline, 2003: 200) สภาวะแวดล้อมทางอาชีพ หรืออาจจะเรียกว่า สภาวะแวดล้อมในการทำงานของตำรวจ (Task Environment) เนื่องจากตำรวจจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับประชาชนในสถานการณ์ของความขัดแย้ง และจากภัยคุกคามที่เกิดจากความรุนแรงงานของตำรวจมีลักษณะที่เด่นเฉพาะในการที่จะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่มีความเสี่ยง มีความเครียดสูง ซึ่งเกิดจากการเผชิญหน้ากับผู้อื่น และเป็นสถานการณ์ซึ่งมักจะไม่สามารถคาดการณ์ถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน (Reiner, 1985: 87)

นอกจากภยันตรายและความเครียดที่เกิดจากงานแล้ว  อำนาจหน้าที่ (Authority) และการใช้ดุลยพินิจ (Discretion) ของตำรวจเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสภาวะแวดล้อมในการทำงานของตำรวจ (Prenzler, 1997: 49)  ถึงแม้ว่าการใช้อำนาจและการใช้ดุลยพินิจของตำรวจจะถูกจำกัดไว้โดยกฎหมายสังคมโดยทั่วไปก็ยังให้ความเคารพและเกรงใจต่อตำรวจ ทำให้ตำรวจถูกมองว่ามีอำนาจเหนือต่อประชาชนทั่วไป

นอกจากสภาวะแวดล้อมของงานจะมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจแล้ว ลักษณะของชุมชนหรือท้องถิ่นเองก็มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจเช่นกัน เนื่องจากลักษณะของงานตำรวจเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับชุมชนโดยตรง  รูปแบบการทำงานจะเป็นไปตามค่านิยมของตำรวจผสมผสานไปกับค่านิยมและทัศนคติในชุมชนนั้น (Wilson, 1978, Brown, 1981 cited in Harrison, 1998) ชุมชนอาจต้องการและยอมรับบริการที่ผิดกฎหมายจากตำรวจเพื่อความอยู่รอดและผลประโยชน์ของตน รวมถึงการที่ชุมชนยกย่องมือปราบที่นิยมความรุนแรงที่อาจละเมิดสิทธิมนุษยชน ทำให้ตำรวจเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรทำแม้จะไม่ถูกต้อง  ปัจจัยด้านการเมืองก็มีส่วนสําคัญที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจเช่นเดียวกัน โดยกลุ่มทางการเมืองพยายามที่จะเข้ามามีอำนาจเหนือตำรวจเพื่ออาศัยอำนาจหน้าที่ของตำรวจแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนทางการเมือง เมื่อการเมืองมีอำนาจเหนือตำรวจ เช่น การแต่งตั้งโยกย้าย ทำให้องค์การตำรวจขาดความเป็นอิสระ และไร้เอกภาพ โดยตำรวจต้องยอมปฏิบัติตามเพื่อความเติบโตในหน้าที่การงาน และพร้อมที่จะกระทำเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่สนองความต้องการทางการเมือง

  1. สภาวะแวดล้อมขององค์การ (Organizational Environment)

เป็นสภาวะแวดล้อมขององค์การที่ตำรวจจะต้องเผชิญ มีด้วยกัน 2 ประการ คือ 1) การกำกับดูแลโดยผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจในการลงโทษ และการกำกับดูแลที่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ (Unpredictable and Punitive Supervisory) และ 2) บทบาทในการทำงานที่คลุมเครือของตำรวจ (Ambiguous Role Identification) (Paoline, 2003: 201)

การกำกับดูแลโดยผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจในการลงโทษ และการกำกับดูแลที่ไม่สามารถ คาดการณ์ได้ ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับผู้บังคับบัญชาที่ถูกครอบงำโดยความรู้สึกของความไม่แน่นอน (Paoline, 2003: 201) เนื่องจากผู้บังคับบัญชาของตำรวจเป็นผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะให้รางวัลหรือลงโทษตำรวจในปกครอง ในส่วนบทบาทในการทำงานที่คลุมเครือของตำรวจนั้น เนื่องจากตำรวจถูกคาดหวังจากสังคมให้ทำงานอย่างน้อย 3 ประการ คือ การรักษาความความสงบเรียบร้อย (Order Maintenance) การบังคับใช้กฎหมาย (Law Enforcement) และการบริการ (Service) (Paoline, 2003: 201)

จะเห็นได้ว่าสภาวะแวดล้อมทางอาชีพและสภาวะแวดล้อมขององค์การดังกล่าว เป็นสภาวะ แวดล้อมที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจ และถูกทำให้เข้มแข็งขึ้นผ่านกระบวนการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการขัดเกลาทางสังคมในกลุ่มคนอาชีพเดียวกัน (Occupational Socialization) กระบวนการสรรหาบุคคลเข้ากลุ่ม การฝึกอบรม การแต่งตั้งโยกย้าย หรือการเลื่อนขั้นเงินเดือน การเลื่อนตำแหน่ง ซึ่งทำให้เกิดลักษณะของความเหมือน (Homogeneity) และเกิดทัศนคติในมุมแคบ (Insularity) (Prenzler, 1997: 49)  เนื่องจากวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจได้รับการสนับสนุนค้ำจุน ผ่านวิถีทางซึ่งสมาชิกใหม่ขององค์การได้ถูกเลือกสรรเข้ามาได้รับการฝึกอบรม และได้รับการยอมรับเข้าไปในกลุ่มของตำรวจ (Harrison, 1998) กระบวนการสรรหาเป็นจุดเริ่มต้นของการผสมกลมกลืนของวัฒนธรรมตำรวจ บุคคลที่สามารถแสดงบุคลิกลักษณะ (Characteristics) และลักษณะนิสัย (Traits) ให้เหมือนกับบุคลิกและลักษณะนิสัยที่เป็นของตำรวจในกองกำลังนั้นที่มีอยู่แล้วก็มีโอกาสมากกว่าที่จะได้รับการคัดเลือกเข้ามาอยู่ในองค์การ การฝึกอบรมอย่างเป็นทางการในโรงเรียนตำรวจ จะช่วยให้เกิดการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมมากขึ้น และการผสมกลมกลืนเข้าไปในวัฒนธรรมตำรวจเคลื่อนไปสู่อัตราเร่งที่มากขึ้นอีกครั้ง เมื่อตำรวจซึ่งได้ชื่อว่าจบใหม่ถูกมอบหมายงานให้ไปปฏิบัติหน้าที่ในการทำงานจริงในพื้นที่ (Harrison, 1998)

สภาวะแวดล้อมการทำงานของตำรวจก่อให้เกิดวัฒนธรรมทางอาชีพ และวัฒนธรรมทางอาชีพมีความแตกต่างจากวัฒนธรรมเชิงองค์การตรงที่วัฒนธรรมทางอาชีพเกิดขึ้นจากตัวผู้ทำงานเป็นสำคัญ ในขณะที่วัฒนธรรมองค์กรมักเกิดจากส่วนบนขององค์การ คือผู้นำ หรือผู้บริหารองค์การ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองส่วนนี้เป็นองค์ประกอบสำคัญที่เกื้อกูลซึ่งกันและกันในการก่อให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจ สิ่งที่ทำให้ผู้นำหรือผู้บริหารส่วนบนขององค์การสามารถสนับสนุนการเกิดวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจได้ คือ ระบบการบริหารงานบุคคล การให้ความดีความชอบด้วย การแต่งตั้งโยกย้าย เลื่อนตําแหน่ง หรือเลื่อนขั้นเงินเดือน นอกจากนั้น การที่ผู้บริหารให้ความสําคัญกับตัวแบบการควบคุมอาชญากรรม ก็ย่อมทำให้ผู้บริหารต้องใช้กระบวนการให้บำเหน็จความดีความชอบ เพื่อเร่งเร้าให้ตำรวจทำงานโดยเน้นที่การจับกุมปราบปรามอาชญากรรม เป็นสําคัญ ซึ่งก็อาจทำให้เกิดค่านิยมในการที่ต้องจับคนร้ายดำเนินคดีให้ได้โดยไม่ให้ความสําคัญกับการปฏิบัติตามขั้นตอนตามกฎหมาย หรือแม้กระทั่งการละเมิดกฎหมายในการดำเนินการบางอย่าง  เพื่อหวังผลให้สามารถจับกุมคนร้ายได้เป็นลำดับแรก     หรืออาจไม่ให้ความสำคัญกับงานด้านการให้บริการประชาชน

 

 

 

ลักษณะของวัฒนธรรมตำรวจ

จากปัจจัยต่างๆที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นได้ก่อให้เกิดวัฒนธรรมการทำงานของตำรวจในระดับ ปฏิบัติ (Street Level Bureaucrat) ที่สามารถรวบรวมและประมวลได้ 7 ลักษณะ ดังนี้ (Janet Chan, 1996)

  1. การรักษาความลับ (Secrecy)

อาชีพตำรวจจะต้องเผชิญกับลักษณะงานที่มีแต่อันตรายรอบตัว การรักษาความลับในการทำงานจะช่วยป้องกันตนเองและเพื่อนร่วมงานให้ปลอดภัย ประกอบกับการทำงานของตำรวจเกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของประชาชน ซึ่งหากความลับในการสืบสวนสอบสวนรั่วไหลออกไปอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของตัวตำรวจเอง และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ (Thibault et al., 2007) จึงทำให้ตำรวจเองสร้างกฎของการรักษาความลับ หรือกฎลับ (Code of Secrecy) ขึ้นมาเพื่อเป็นกลไกที่ช่วยก่อให้เกิดการรวมตัวในกลุ่มตำรวจด้วยกัน และเพื่อปกปิดพฤติกรรมเบี่ยงเบนขององค์การจากสายตา หรือการสังเกตจากโลกภายนอกที่อาจเป็นปรปักษ์ต่อการรักษาสถานภาพของตำรวจ (ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์, 2539: 56) ตำรวจคนใดที่ฝ่าฝืนหลักการในการรักษาความลับอาจต้องเผชิญกับการถูกขับออกจากกลุ่ม การเสียเพื่อนฝูง และอาจถึงกับขาดการสนับสนุนช่วยเหลือในการทำงาน

  1. การตั้งข้อสงสัย (Suspecious)

ลักษณะการทํางานของตํารวจที่จะต้องเจอกับเรื่องอันตราย และคนร้ายอยู่ตลอดเวลาทำให้ตำรวจเป็นคนขี้สงสัย เมื่อเกิดเหตุที่ผิดปกติขึ้น ตำรวจจะตั้งข้อสงสัยกับทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่ไว้วางใจใครบุคคลใดที่ไม่ใช่ตำรวจ ไม่ว่าจะเป็นคนร้ายหรือคนดีจะถูกมองด้วยความสงสัย มีท่าทีที่ไม่ไว้วางใจ (Thibault et al., 2007) ส่งผลให้ตำรวจเริ่มทิ้งระยะห่างระหว่างตำรวจกับสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ

  1. การแยกตัวออกจากสังคม (Social Isolation)

จากลักษณะงานที่จำเป็นต้องรักษาความลับ และวัฒนธรรมการตั้งข้อสงสัยทำให้ตำรวจต้องโดดเดี่ยวตนเองจากสังคม การทำงานของตำรวจจะเกี่ยวข้องกับชนชั้นล่างของสังคม เช่น คนร้ายลักทรัพย์  โสเภณี ผู้ค้า ผู้เสพยาเสพติด ผู้กระทำผิดทางเพศ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจเรียกว่าเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับความสกปรก (Dirty Work) เป็นงานที่คนส่วนใหญ่ในสังคมไม่พึงประสงค์ (Thibault et al., 2007) ทำให้ตำรวจต้องคบค้าสมาคมกันเอง เข้าใจกันเองและถูกขัดเกลาทางสังคมจากเพื่อนตำรวจด้วยกันก่อให้เกิดการเป็นตัวตนของตำรวจ

 

 

  1. ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของตำรวจ (Solidarity)

วัฒนธรรมการรักษาความลับ การตั้งข้อสงสัย และการแยกตัวเองออกจากสังคม เป็นวัฒนธรรมที่เกื้อกูล มีความสัมพันธ์และส่งผลซึ่งกันและกัน และทำให้ตำรวจเกิดวัฒนธรรม ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในกลุ่มของตนเอง  หรือวัฒนธรรมความเป็นพวกช่วยเหลือปกป้องตำรวจด้วยกันที่ถือว่าเป็นพี่น้อง  ปกป้องจากสาธารณชนที่เป็นปรปักษ์ต่อตัวตำรวจ หรือแม้กระทั่งปกป้องพวกพ้องตำรวจจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง (Thibault et al.,2007) และเมื่อเป็นพวกเดียวกันแล้ว ก็พร้อมที่จะช่วยปิดบังให้ถ้อยคำที่บิดเบือนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากพวกของตนถูกหน่วยงานอื่นตั้งข้อสงสัย หรือถูกสืบสวนข้อเท็จจริง (Prenzler, 1997) ในอดีตองค์การตำรวจยืนยันว่าหน่วยงานตนเอง มีความรับผิดชอบและความสามารถที่จะจัดการเรื่องของตนเองได้ทั้งในเรื่องการลงโทษทางวินัยของตำรวจที่ประพฤติมิชอบ โดยเห็นว่าหน่วยงานอื่นไม่ควรมาเกี่ยวข้อง (กิตติพงษ์ กิตยารักษ์, 2551)

  1. การละเลยกฎ ระเบียบ และข้อบังคับสำหรับการทำงาน (Disregard and Disdain for Rules and Procedures)

เป็นวัฒนธรรมหลักอย่างไม่เป็นทางการที่อยู่เบื้องหลัง และเป็นตัวหลักในการกำหนดพฤติกรรมในการทำงานของตัวตำรวจ และเห็นได้ชัดเจนมากที่สุดกรณีตำรวจปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัยในคดีอาญา (Reiner, 1985) ตำรวจส่วนใหญ่มักจะเชื่อว่า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของงาน การละเลย และไม่สนใจกฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ ไม่เป็นเรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด การละเลยกฎระเบียบ และข้อบังคับในการทำงานของตำรวจอาจใช้เป็นข้ออ้างเพื่อตัวของตำรวจเอง (Self-Interest) เช่น สามารถทำให้อัตราการรับสารภาพของผู้ต้องหามากขึ้น หรือการทำให้งานเสร็จในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งทำให้ตำรวจผู้นั้นได้รับการปูนบำเหน็จความดีความชอบเป็นกรณีพิเศษ หรือเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น นอกจากข้ออ้างเพื่อประโยชน์ส่วนตัวแล้ว ตำรวจอาจอ้างความจำเป็นในการละเลยกฎระเบียบ และข้อบังคับ  เพื่อประโยชน์ของหน่วยงานเองก็ได้ (Organizational Interest) เช่น จำเป็นต้องละเลยกฎระเบียบบางอย่าง เพื่อทำให้อัตราการเกิดอาชญากรรมลดลง เพื่อเป็นการสร้างภาพที่ดีของหน่วยงานตำรวจเอง (Prenzler, 1997)

  1. วัฒนธรรมความไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม (Disregard for Due Process)

เป็นผลมาจากแนวคิดการทำงานของตำรวจที่ยังคงยึดหลักการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมในรูปแบบของการบังคับใช้กฎหมายตามหลักนิยม (Professional Law Enforcement หรือ Traditional Policing) ปฏิบัติตามหลักนิยมที่สืบทอดกันมา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ครอบงำและกำหนดทิศทางการทำงานของตำรวจ และยังยึดถือปฏิบัติกันเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การทำงานของตำรวจในแนวคิดนี้มีลักษณะของการทำงานที่มีความพยายามที่จะแยกการทำงานของตำรวจออกจากชุมชน เน้นการตั้งรับ (Reactive) ให้ความสําคัญกับการทำงานตามหน้าที่ มองการทำงานในมุมแคบเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมเท่านั้น (Inward Looking) และการทำงานตามแนวคิดนี้ทำให้ตำรวจมีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนน้อย (Greene, 1998)

ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่ตำรวจยึดติดกับแนวคิดหลักการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม ในรูปแบบของการบังคับใช้กฎหมายตามหลักนิยม ทำให้ตำรวจมุ่งเน้นไปที่อาชญากรรมที่เกิดขึ้นประจำวัน หรืออาชญากรรมข้างถนน (Street Crime) ที่ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นคนชั้นล่าง แต่ละเลยหรือมองข้ามอาชญากรรมองค์การ หรืออาชญากรรมที่มีความยุ่งยากซับซ้อน (Ruling Class/White Collar Crime) จากแนวคิดดังกล่าวทำให้ตำรวจเกิดวัฒนธรรมใหม่ที่อาจเรียกว่า วัฒนธรรม “การแสดงออกถึงการใช้กำลัง ” (Macho Culture) มีการบังคับบัญชาที่คล้ายทหาร เน้นการควบคุม สั่งการ ซึ่งเป็นการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และการร่วมกันแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (Prenzler, 1997)

  1. วัฒนธรรมการยอมไม่ได้กับการกระทำที่เบี่ยงเบนจากปกติสุขของสังคม (Intolerance of Non-Conventional Lifestyles)

ตำรวจมีหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับสังคม เมื่อตำรวจเห็นว่า การทำงานของตนเองต้องยุ่งยากในอนาคต หากปล่อยให้การกระทำผิดเล็กน้อยเกิดขึ้น อาจก่อให้เกิด อาชญากรรมที่รุนแรงในอนาคตได้ ตำรวจจึงมีลักษณะขวาตกขอบ (Extreme Right-Wing)  คือ ทนไม่ได้กับการกระทำใดๆ  ของบุคคลอื่นที่มีพฤติกรรมหรือมีการดำรงชีวิตที่ผิดปกติหรือเบี่ยงเบน ไปจากปทัสถานของสังคมทั่วไป (Reiner, 1985) และไม่สามารถยอมรับคำวิจารณ์จากบุคคลภายนอกได้

จากสภาพปัญหาของวัฒนธรรมขององค์กรตำรวจจะเห็นได้ว่าส่งผลกระทบต่อการทำงานสอบสวน ซึ่งวางอยู่บนหลักเรื่องสายการบังคับบัญชาและเคารพต่อการใช้อำนาจ  และบางกรณีไม่เคารพต่อหลักนิติธรรม (Rule of Law)  ทำให้การสอบสวนคดีอาญาบางครั้งมีปัญหา   เพราะกระบวนการสอบสวนอยู่บนหลักการในเรื่อง ” การค้นหาความจริง ” จนในบางครั้งกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมและส่งผลกระทบต่อความเชื่อถือของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเอง.

 

 

 

 

 

 

                                                    เอกสารอ้างอิง 

 

เกษมศานต์ โชติสาครพันธ์(ออนไลน์). เจ้านาย “ใจถึง พึ่งได้” แต่โกงสะบัด?. แหล่งที่มา www.bangkokbiznews.com, 28 ก.ย. 2552 สืบค้นเมื่อ 25 ก.ค. 2555

กิตติพงษ์ กิตยารักษ์. รายงานการศึกษาเรื่องแนวคิดการจัดตั้งองค์การควบคุมตรวจสอบการปฏิบัติ หน้าที่ของตํารวจโดยการรับเรื่องร้องทุกข์. นนทบุรี: คณะกรรมการพัฒนาระบบงานตำรวจ กระทรวงยุติธรรม, 2551

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง. นับหนึ่งปฏิรูปประเทศไทย มีโอกาสทำ ต้องทำ!. คอลัมน์ ขอคิดด้วยคน(ออนไลน์). แหล่งที่มา www.naewna.com/politic/columnist/12645, 28 ก.ค. 2557 สืบค้นเมื่อ 28 ก.ค. 2557

เฉลิมพงศ์ มีสมนัย. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ในองค์การ. เอกสารการสอนชุดวิชา พฤติกรรมมนุษย์ในองค์การ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2555

ธวัชชัย พันธ์พิกุล. ความคิดเห็นประชาชนต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรตำบลภูพิงค์ราชนิเวศน์. งานค้นคว้าอิสระปริญญาโท รัฐศาสตร์สาขารัฐประศาสนศาสตร์, 2545

ปนัดดา ชำนาญสุข(ออนไลน์). แหล่งที่มา:  www.komchadleuk.net, 1 ธ.ค. 2555 สืบค้นเมื่อ 25 ก.ค. 2555

ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์. อุดมคติและจริยธรรมตำรวจหลักการและประสบการณ์.  กรุงเทพฯ : สหายบล็อก และการพิมพ์ , 2539

ผาสุก พงษ์ไพจิตร และสังศิต พิริยะรังสรรค์. คอร์รัปชั่นกับประชาธิปไตยไทย. ศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์ การเมือง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2536

พงษ์ศธร คำใจสู้. ทัศนคติของประชาชนเชียงใหม่ต่อโครงสร้างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ. งานค้นคว้าอิสระปริญญาโท รัฐศาสตร์สาขาการเมืองการปกครอง, 2543

 

สมยศ นาวีการ. กรณีศึกษาการบริหารและพฤติกรรมองค์การ = Case in management and organizational behavior. กรุงเทพฯ : บรรณกิจ, 2545

สุรเชษฐ์ โทปุญญานนท์. ทัศนคติของผู้เกี่ยวข้องกับคดีความยุติธรรมในการดำเนินการสอบสวนของตำรวจ : ศึกษาเฉพาะกรณีของจังหวัดเชียงใหม่.งานค้นคว้าอิสระปริญญาโท รัฐศาสตร์สาขาการเมืองการปกครอง, 2537

วิเชียร วิทยอุดม. พฤติกรรมองค์การ. กรุงเทพฯ : ธีระฟิล์มและไซเท็กซ์, 2547.

วันชัย มีชาติ. พฤติกรรมการบริหารองค์การสาธารณะ. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย, 2548

วิษณุ เครืองาม(ออนไลน์). แหล่งที่มา: www.khaosod.co.th , 23 มิ.ย. 2555 สืบค้นเมื่อ 25 ก.ค. 2555

เสนาะ ติเยาว์. หลักการบริหาร(2 ed.). กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2544

อนุชิต อุดมภักดี. ความพึงพอใจของประชาชนต่อคุณภาพในการให้บริการของสถานีตำรวจภูธรตำบลภูพิงคราชนิเวศน์ จังหวัดเชียงใหม่ งานค้นคว้าอิสระปริญญาโท รัฐศาสตร์สาขาการเมืองการปกครอง, 2547

อรุณ รักธรรม. การศึกษาพฤติกรรมมนุษย์ในองค์การ. เอกสารการสอนชุดวิชา พฤติกรรมมนุษย์ใน องค์การ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2527

เปิดผลศึกษา“องค์การตำรวจ” แฉผู้บริหารบางส่วนเติบโตจากการสนับสนุนของฝ่ายการเมือง. สืบค้นออนไลน์: www.matichon.co.th,  19 ก.พ.  2555 สืบค้นเมื่อ 31 ส.ค. 2555

Baron R.A.&Greenberg J. Behavior in Organizations, 3rd ed. Boston: Allyn&Bacon, 1990

Danial Katz and Robert Kahn. The Social Psychology of Organizations. New York, John Wiley, 1966

Fred Luthans. Organizational Behavior ed.9. McGraw-Hill Higher Education, 2001

Greene, J. R.. The road to community policing in Los Angeles: A case study. In G. Alpert &

  1. Piquero (Eds.), Community Police Readings. Prospect Heights, Illinois: Waveland Press.,1998

Harrison, S. J. Police organizational culture: Using ingrained values to build positive

organizational improvement [Electronic Version]. Public Administration & Management:

An Interactive Journal, from www.pamij.com/harrison.html, 1998

Janet Chan. Changing Police Culture. The British Journal of Criminology: 1996

Jerry L. Gray and Fred A. Starker. Organizational Behavior: Concepts and Applications. Merrill Pub Co; 4 Sub edition, 1977

J K Mcnamara. Uncertainties In Police Work – The Relevance Of Police Recruits’ Backgrounds And Training. United States of America, 1967

John Kleinig. Selective Enforcement and the Rule of Law: Journal of Social Philosophy vol.29, p.113-117,1998

Maslow, Abraham. A Theory of Human Motivation.(Originally published in Psychological Review, Vol.50#4, 1973, 370-396

Newstrom, John W& Davis Keith. Organizational Behavior: Human behavior at work 11th ed. New York: McGraw-Hill, 2002

Niederhoffer Arthur& Blumberg Abraham S. The ambivalent force: perspectives on the police. Holt, Rinehart and Winston, 1976

Paoline, E. A.  “Taking stock: Toward a richer understanding of police culture.”Journal of Criminal Justice 31: 199– 214, 2003

Peter M. Blau and W. Richard Scott. Formal Organizations: A Comparative Approach. Stanford University Press, 2003

Prenzler, T. Is there a police culture? Australian Journal of Public Administration, 56(4), 47-

56, 1997

R.Dennis Middlemist, Micheal A. Hitt. Organizational Behavior: Managerial Strategies for Performance. West Publishing Company, 1988

  1. Robbins, TA Judge, A Obendaal, G Roodt. Organizational Behavior 13 ed. Prentice Hall, 2009

Ricky W. Griffin & Gregory Moorhead. Organizational Behavior: Managing People and Organizations. South-Western,1995

Reiner, R. . The politics of the police. New York: Harvester Wheatsheaf, 1985

Thibault, A., Lynch, L., & McBride, R. B.. Proactive police management (7 ed.). Upper Saddle River, N.J.: Pearson/Prentice Hall, 2007

Weber, Max. The Theory Of Social And Economic Organization. The Free Press, 1964

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s