การห้ามนั่งกระบะรถปิคอัพ : ทฤษฎีกฎหมายสามชั้น,เงื่อนไขของระบบนิติธรรม, ความรอบคอบและความเป็นจริงทางกฎหมาย

17554133_806046702886548_2896463786700567590_n

กรณีที่เกิดปัญหาที่ปรากฏตามข่าวจนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ทั่วไป รวมทั้งมีผู้ให้ความเห็นขัดแย้งในกรณีที่ห้ามนั่งกระบะหรือแคปในรถกระบะ
http://www.nationtv.tv/main/content/social/378541733/
โดยอ้างตามคำสั่ง คสช.ที่ 14/2560
http://library2.parliament.go.th/giventake/content_ncpo/ncpo-head-order14-2560.pdf
โดยหากดูตาม พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 21 ที่บัญญัติว่า
“มาตรา 21 ห้ามมิให้ผู้ใดใช้รถไม่ตรงตามประเภทที่จดทะเบียนไว้ เว้นแต่ในกรณี ดังต่อไปนี้
(1) การใช้รถยนต์บริการธุรกิจ รถยนต์บริการทัศนาจร หรือรถจักรยานยนต์สาธารณะในกิจการส่วนตัว
(2) การใช้รถยนต์สาธารณะในกิจการส่วนตัว โดยมีข้อความแสดงไว้ที่รถนั้นให้เห็นได้ง่ายจากภายนอกว่าใช้ในกิจการส่วนตัว
(3) การใช้รถยนต์สาธารณะบรรทุกของที่ติดตัวไปกับผู้โดยสาร
(3/1) การใช้รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกินสองพันสองร้อยกิโลกรัมเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล หรือใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเป็นรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด
(4) ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
[คำว่า “รถยนต์” แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2546]”
เบื้องต้นสิ่งที่ควรนำมาพิจารณาเป็นอันดับแรกคือ ความมุ่งหมายของ พ.ร.บ.รถยนต์ 2522 ก่อน ซึ่งเจตนารมณ์ค่อนข้างชัดเจนว่าระบุไว้ดังนี้คือ.-
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน สมควรปรับปรุงบทบัญญัติบางประการเสียใหม่ เพื่อให้
(1) สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิตรถในปัจจุบันที่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปมาก และ
(2) สอดคล้องกับการใช้รถ
(3) ตลอดจนเพื่อให้การควบคุมและการกำกับดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และ
(4) ให้มีอัตราค่าธรรมเนียมและอัตราภาษีประจำปีสำหรับรถอื่นที่กำหนดในกฎกระทรวงที่เหมาะสม จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ปัญหาคือ หากมีการจับกุมผู้ที่ใช้รถกระบะโดยการนั่งโดยสารมาในกระบะ หรือในแคบ ผู้เขียนมีความเห็นส่วนตัวว่าเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่ให้ผลลัพธ์ออกมาเป็นเรื่องประหลาดและไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย รวมไปถึงจารีตแห่งการใช้รถในลักษณะดังกล่าวมาเป็นระยะเวลายาวนาน โดยหลักการทางกฎหมายที่สามารถนำมาพิจารณาประกอบได้ดังต่อไปนี้
1.ทฤษฎีกฎหมายสามชั้น
วิวัฒนาการของกฎหมาย 3 ยุค (ทฤษฎีกฎหมายสามยุคของสำนักนิติ ธรรมศาสตร์)
จากการวิเคราะห์และตรึกตรองในประวัติความเป็นมาของสถาบันกฎหมายที่มีในโลกปัจจุบันจะเห็นได้ว่า กว่าที่มนุษย์จะสามารถพัฒนามาจนถึงมีระบบกฎหมายดังที่ปรากฏในปัจจุบันได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางความคิดทางรูปแบบและโครงสร้างของกฎหมายมาหลายยุคหลายสมัยจากการวิเคราะห์ในแง่นิติศาสตร์ และในแง่ประวัติศาสตร์กฎหมายแล้วเราพอสรุปอย่างคร่าว ๆ ว่ากฎหมายได้ปรากฏตัวขึ้นในเวทีประวัติศาสตร์ของมนุษย์เป็น 3 รูปแบบคือ

1.กฎหมายชาวบ้าน (Volksrecht)

2.กฎหมายนักกฎหมาย (Juristenrecht)

3.กฎหมายเทคนิค (Technical Law)

กฎหมาย 3 รูปแบบนี้หากเราสำรวจการอุบัติขึ้นของแต่ละรูปแบบแล้วเราก็อาจกล่าวอย่างสรุปรวบรัดได้ว่า กฎหมายชาวบ้านอุบัติขึ้นก่อน ตามมาด้วยกฎหมายนักกฎหมาย และกฎหมายเทคนิค เป็นรูปแบบสุดท้าย ในแง่นี้เราอาจกล่าวถึงวิวัฒนาการของกฎหมาย 3 ยุค ได้ดังต่อไปนี้

1. กฎหมายชาวบ้าน (Volksrecht) กฎหมายในยุคนี้ปรากฏออกมาในรูปแบบของขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี ซึ่งมีองค์ประกอบสองประการคือ องค์ประกอบภายนอก คือต้องประพฤติปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอและเป็นเวลานมนาน ส่วนองค์ประกอบภายใน ได้แก่สิ่งที่ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอนั้นได้รับการยอมรับกันในชุมชนว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง (opunio juris) ถ้าไม่ปฏิบัติเช่นนั้นก็รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ผิดหรือนัยหนึ่งรู้สึกว่าจำเป็นต้องปฏิบัติเช่นนั้น (opinion necessitates) กฎหมายในยุคนี้จึงเรื่มจากกฎเกณฑ์ที่เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีง่าย ๆ ซึ่งรู้จักกันโดยทั่วไปเป็นกฎหมายที่ตกทอดกันมาแต่โบราณที่เรียกว่า “กฎหมายที่ดีของบรรพบุรุษ” ในยุคนี้มนุษย์ยังไม่สามารถแยกว่าศีลธรรมขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี กับกฎหมายว่าต่างกันอย่างไรจึงเรียกว่า “กฎหมายชาวบ้าน (Volksrecht)” เพราะเป็นสิ่งที่รู้กันโดยชาวบ้านสามัญทั่วไป ใช้เหตุผลธรรมดาสามัญก็สามารถเข้าใจได้ ในยุคนี้ยังไม่มีนักกฎหมายที่เป็นวิชาชีพเอกเทศแยกจากประชาชนโดยทั่วไป ในสมัยต่อมาจึงค่อย ๆ วิวัฒนาการเป็นระบบกฎหมายที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้น ตัวอย่างของหลักกฎหมายในยุคนี้ เช่น การห้ามฆ่าคน ห้ามลักทรัพย์ของผู้อื่น เป็นต้น

2. ยุคกฎหมายนักกฎหมาย (Juristenrecht) หรือหลักกฎหมายเป็นยุคที่กฎหมายเจริญขึ้นต่อจากยุคแรก ยุคแรกคนยังไม่สามารถแยกกฎหมายออกจากศีลธรรม แต่พอมาถึงยุคที่ 2 นี้ คนจะเริ่มมองเห็นว่ากฎหมายเป็นกฎเกณฑ์อีกแบบหนึ่งซึ่งแตกต่างจากศีลธรรมและจารีตประเพณี โดยเฉพาะกฎหมายที่เป็นขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีที่สำคัญ ถ้าไปล่วงเกินเขาหากผู้ที่ถูกล่วงเกินไม่ยอมอยู่เฉยๆ ต่อมามีคนทำล่วงละเมิดกฎหมายที่สำคัญเหล่านี้มากขึ้นคนในชุมชนอาจไม่พอใจอย่างแรงต่อการกระทำนั้น เพราะรู้สึกว่าเป็นการกระทำสิ่งที่ชั่วร้ายเป็นความผิดจึงรวมหัวกันเข้าเพื่อกำราบผู้กระทำความผิดนี้ ไม่ใช่การแก้แค้นส่วนตัว แต่เป็นความรู้สึกร่วมกันของคนในกลุ่ม ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งชั่วร้าย และรวมหัวกันไปปราบปรามผู้กระทำผิด การกระทำดังกล่าวค่อยๆ พัฒนากลายเป็นกระบวนการยุติธรรมขึ้นมา การที่คนในชุมชนรู้สึกแค้นเคืองต่อการกระทำชั่วหรือความผิดที่เกิดขึ้นแล้วรวมตัวกันไปทำร้ายต่อผู้กระทำผิดเพื่อตอบสนองต่อความผิดเช่นนี้นับว่าเป็นการลงโทษในนามของชุมชนส่วนรวม กระบวนการบังคับตามกฎเกณฑ์เพื่อให้เกิดความถูกต้องและเป็นธรรมจึงเกิดขึ้นที่เรียกว่า “กระบวนการยุติธรรม” นั่นเอง
3. ยุคกฎหมายเทคนิค (Technical Law) เมื่อสังคมเจริญขึ้น การติดต่อระหว่างคนในสังคมมีมากขึ้นและใกล้ชิดยิ่งขึ้น ซับซ้อนยิ่งขึ้น เครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตก็มีมากขึ้น ทำให้มีข้อขัดแย้งในสังคมมากขึ้น กฎเกณฑ์ที่เป็นแต่ขนบธรรมเนียมประเพณีไม่เพียงพอ จึงจำต้องมีกฎเกณฑ์ที่บัญญัติขึ้นมาทันทีเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น กฎจราจร แต่ก่อนไทยใช้เกวียน เห็นเกวียนมาก็หลีกกันเองได้โดยไม่ต้องถูกกำหนดให้เดินซ้ายเดินขวา เพราะมันเดินไม่เร็ว คันนี้ไปซ้าย อีกคันก็ไปขวา ไม่มีอันตราย จะซ้ายก็ได้จะขวาก็ได้ แต่ถ้าเมื่อมีการประดิษฐ์รถยนต์ขึ้นมาแล้วจะให้เดินสวนทางแบบเกวียนก็อาจชนกันตาย เพราะฉะนั้นเมื่อมีเหตุการณ์ใหม่ คือ รถยนต์เกิดขึ้นจะใช้กฎจราจรแบบเกวียนไม่ได้ จำเป็นต้องตั้งกฎจราจรขึ้นมา ในประเทศไทยตั้งกฎจราจรบังคับใช้แบบในประเทศอังกฤษ ขับรถชิดซ้ายต่างจากประเทศในภาคพื้นยุโรป บังคับให้ขับรถชิดขวา

กฎเกณฑ์แบบนี้เป็นกฎเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเจาะจง บางอย่างไม่เกี่ยวกับศีลธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี และไม่เกี่ยวกับหลักกฎหมาย แต่เป็นเรื่องที่ชุมชนจะต้องกำหนดกฎเกณฑ์ขึ้นมาทันทีทันใดเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบางอย่าง กฎหมายที่ถูกตั้งขึ้นมานี้เรียกว่า “กฎหมายเทคนิค” เทคนิคคือวิธีการที่จะทำอะไรบางอย่างให้เกิดผลตามที่ตั้งใจไว้ วิธีการนำไปสู่ผลที่ต้องการอย่างนี้เรียกว่าเป็น “เทคนิค” กฎหมายแบบนี้บัญญัติขึ้นมาเพื่อก่อให้เกิดผลเฉพาะเจาะจงบางอย่าง กฎจราจรต้องการให้เกิดความปลอดภัยและความสะดวกในการจราจร ไม่ใช่ว่าขับรถทางซ้ายเป็นคนดี ขับรถทางขวาเป็นคนไม่ดี ไม่ใช่เรื่องดีชั่วในตัวเอง แต่เป็นเรื่องผิดถูกเพราะเขากำหนดไว้อย่างนี้แล้วไม่ทำก็ผิด ในสมัยโบราณก็อาจจะมีอยู่ เช่น ชนเผ่าที่เร่ร่อนไม่มีที่อยู่ อยู่ที่ไหนต้องเผชิญภัยพิบัติต่างๆ จึงต้องกำหนดหน้าที่ชายฉกรรจ์บางจำพวกให้ตื่นขึ้นมาในตอนกลางคืนมาก่อไฟและตั้งเป็นเวรยามไว้เมื่อเห็นภัยจะได้ขับไล่ต่อสู้ สิ่งที่กำหนดขึ้นมานี้ไม่ใช่เรื่องศีลธรรมแต่เป็นความจำเป็นตามสถานการณ์ของสังคมนั้นที่จะต้องทำ ซึ่งกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเช่นนี้เรียกว่า “กฎหมายเทคนิค (Technical Law)”
(โปรดดูเพิ่มเติมที่ http://www.openbase.in.th/node/1856)
ดังนั้นแม้ว่าลักษณะของ พ.ร.บ.รถยนต์จะมีลักษณะเป็นหลักเกณฑ์ที่เป็นกฎหมายในเชิงเทคนิคก็ตาม แต่การตีความไปจนถึงขั้นว่าห้ามมิให้นั่งกระบะหรือแคบนั้น จะถือเป็นเรื่องที่ “ชุมชน” กำหนดกฎเกณฑ์นั้นขึ้นมาได้หรือไม่ เพราะการตีความไปขนาดนั้นกลายเป็นข้อคัดค้านของชุมชนที่จะต้องบังคับใช้กฎหมาย รวมไปถึงผู้บังคับใช้กฎหมายบางท่านด้วย
และแม้ว่ามีความเห็นว่า “ กฎหมายที่มีลักษณะเป็นกฎหมายเทคนิค” นี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยพื้นฐานจากกฎหมายชาวบ้านหรือกฎหมายจารีตประเพณี แต่ผู้เขียนมีความเห็นส่วนตัวจากประสบการณ์ทำงานว่า หากการบังคับใช้กฎหมายที่มีลักษณะที่มีลักษณะเป็นกฎหมายเทคนิคมากๆ ไปขัดแย้งกับกฎหมายชาวบ้านหรือกฎหมายจารีตประเพณีแล้ว อาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีปัญหา รวมทั้งกลายเป็นการบังคับใช้กฎหมายกลายเป็นเรื่องสร้างความขัดแย้ง มากกว่าสร้างความสงบสุขในสังคมรวมไปถึงอาจไม่สามารถดำเนินการได้ตามความประสงค์ของหลักกฎหมายเทคนิคในเรื่องนั้นๆ อีกด้วย
2. หลักนิติธรรมคืออะไร
การกล่าวถึง “ระบบนิติรัฐ” หรือ “ระบบนิติธรรม” ในปัจจุบันในปัจจุบันได้มีกล่าวถึงกันมาก และต้องการให้การกระทำของตนเองหรือระบบนิติธรรมหรือระบบนิติรัฐเป็นการกระทำของตนเองหรือฝ่ายตนเอง เนื่องจากการกระทำใดๆ ก็ตามหากการกระทำนั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นไปตามระบบนิติรัฐหรือระบบนิติธรรมนั้นทำให้ดูเหมือนมีความชอบธรรมในการกระทำดังกล่าวไปด้วย
อัลเบิร์ต เวนน์ ไดซี (Albert Venn Dicey) ได้กล่าวไว้ในบทนำในหนังสืออันโด่งดังของเขาคือ “การศึกษากฎหมายรัฐธรรมนูญเบื้องต้น” (Introduction to the Study of the Law of the Constitution) ซึ่งหนังสือดังกล่าวได้วางหลักการพื้นฐานของระบบนิติธรรมในประเทศอังกฤษ ซึ่งประกอบด้วยหลักการที่สำคัญดังนี้คือ. – ประการแรก ความเท่าเทียมกันภายใต้กฎหมายของปัจเจกบุคคลแต่ละคน โดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขทางสถานภาพของตัวบุคคลและเงื่อนไขในทางเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่าในขณะนั้นปัจเจกบุคคลแต่ละคนจะไม่มีความเท่าเทียมกันในสังคมอย่างเห็นได้ชัด แต่พลเมืองทุกคนคือผู้ทรงสิทธิโดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปของกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลใดบุคคลหนึ่งจะถูกลงโทษทางอาญา ซึ่งกฎเกณฑ์เหล่านี้มิใช่นำมาบังคับใน Special Courts ตัวอย่างเช่น the Privy Council and the Star Chamber ซึ่งมีลักษณะความเป็นมาตามประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษเท่านั้น หรือ French administrative courts ในฝรั่งเศสตามข้ออ้างของไดซี่ แต่รวมทั้งใน ordinary courts ด้วย ดังนั้น ความเท่าเทียมกันของปัจเจกบุคคลภายใต้กฎหมายได้แสดงให้เห็นถึง “การไม่ยอมรับทั้งการให้อภิสิทธิ์แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งและการใช้อำนาจตามอำเภอใจหรือการใช้ดุลยพินิจมากเกินควรในการใช้อำนาจบริหาร”
หลักการพื้นฐานประการที่สองคือ การสร้างสมดุลของการใช้อำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ แม้ว่าจะเกิดข้อถกเถียงเมื่อเกิดกรณีพิพาทเรื่องหนึ่งในอังกฤษซึ่งผลลัพธ์ในการตัดสินจะมาจากที่แตกต่างกัน ซึ่งทำให้การใช้กฎหมายไม่ได้มีความแน่นอน ในอีกด้านหนึ่งกระบวนการนิติบัญญัติของรัฐโดยผ่านกระบวนการรัฐสภา ตัวอย่างเช่น the Crown, the House of Lords และ House of Commons ในนามของ “รัฐสภาของพระราชา” ส่วนในอีกด้านหนึ่งเป็นกฎหมายจารีตประเพณี (Common Law) ในการดำเนินการของ ordinary courts โดยรูปแบบแรกมีบ่อเกิดจากกฎหมายอย่างเป็นทางการ ส่วนในรูปแบบที่สองเป็นบ่อเกิดจากกฎหมายในทางปฏิบัติ Ordinary Courts จะไม่คำถามต่อการปฏิบัติของรัฐสภาและไม่สามารถแสดงการเป็น “ผู้ปกป้องรัฐธรรมนูญ” ได้ Ordinary Courts มีพันธกรณีในการปรับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยแม้ว่าการดำเนินการจะมีความซับซ้อน แต่ต้องปฏิบัติตามขอบเขตของกฎหมายในเรื่อง “คำตัดสินที่มีมาก่อน” (Precedents) ตัวอย่างเช่น ความมีอิสระของกระบวนการยุติธรรม นอกจากนี้แล้ว นักกฎหมายในระบอบจารีตประเพณีสามารถที่จะตีความกฎหมายโดยใช้กลไกที่ตนเองสามารถดำเนินการได้โดยทำให้สมบูรณ์ที่สุด โดยแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการกระทำของฝ่ายนิติบัญญัติและคำพิพากษาที่ค่อนข้างยืดหยุ่น โดยในแง่นี้ไดซี่ ได้เขียนไว้ว่า

“รัฐสภามีอำนาจเป็นเอกสิทธิ์ในกระบวนการนิติบัญญัติ และในขณะเดียวกันรัฐสภาพมีอำนาจเด็ดขาดในการที่จะบัญญัติกฎหมาย , สำหรับในเรื่องของการตีความกฎหมายนั้นเป็นดุลยพินิจของผู้พิพากษาและผู้พิพากษาจะได้รับอิทธิพลจากความรู้สึกของผู้ปกครองน้อยกว่าเจตนารมณ์ทั่วไปของกฎหมายจารีตประเพณี”

ความสมบูรณ์ของกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นโดยตรงจากบทบัญญัติของรัฐสภาหรือจากกฎหมายจารีตประเพณี ต่างก็ได้รับการยอมรับโดยตระหนักและใช้อย่างระมัดระวังในการป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจของฝ่ายบริหาร ภายใต้โครงสร้างทางสถาบันซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เรียกว่า “ขอบเขตของกฎหมายและผู้พิพากษา”
หลักการพื้นฐานประการที่สาม คือการป้องกันสิทธิของปัจเจกบุคคล โดยผ่านรัฐธรรมนูญที่เก่แก่ที่สุดของอังกฤษคือกฎบัตรแมกนา คาร์ตา โดยมีกระบวนการที่จะให้ศาลตรวจสอบการคุมขังที่มิชอบ (habeas corpus) และเรื่องสิทธิมนุษยชนใน the Petition of Rights และใน Bill of Rights ซึ่งเป็นการปกป้องสิทธิโดยการดำเนินการโดยศาลกฎหมายจารีตประเพณีมากกว่าโดยรัฐสภา ความสามารถพิเศษของศาลในการโต้แย้งอำนาจเด็ดขาดของกษัตริย์คือความต้องการอย่างสำคัญในการพัฒนา “อิสรภาพของคนอังกฤษ” (Englishmen ’ s freedoms) กฎหมายที่มาจากกระบวนการนิติบัญญัติตัวอย่างเช่น Habeas Corpus Acts ในปี ค.ศ.1679 และ ปี ค.ศ.1816 ได้กลายเป็นตัวอย่างในการเป็นกฎหมายจารีตประเพณี ซึงต่อมารัฐสภาได้ให้การรับรอง ยิ่งกว่านั้น คำตัดสินตามกระบวนการยุติธรรมได้กลายเป็นเครื่องป้องกันสิทธิของเสรีภาพและทรัพย์สินต่อการใช้อำนาจตามอำเภอใจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เซอร์เอดวาร์ด คุก ได้กล่าวไว้ในคำตัดสินคดี Bonham ’s ผู้พิพากษา ordinary จะถูกพิจารณาว่าเป็นโมฆะและไม่สามารถบังคับใช้ได้ การกระทำใดๆ ของฝ่ายนิติบัญญัติโดยแท้จริงแล้วเป็นการขัดต่อสิทธิโดยทั่วไปและเหตุผล และสองศตวรรษต่อมาไดซี่ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญถึงหน้าที่ที่ดำเนินการโดยศาล common law ซึ่งจะต้องธำรงรักษาไว้ และถึงแม้ว่าในรัฐสภาที่มีความจำเป็น ความสูงสุดของ ordinary law เป็นกฎเกณฑ์ทั่วไปของรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาในระบบกฎหมายจารีตประเพณีได้ขยายขอบเขตของ “คำพิพากษาที่มีมาก่อน” ตัวอย่างเช่นกฎเกณฑ์ในทางปฏิบัติและกระบวนการพิจารณาที่มีจุดมุ่งหมายในการคุ้มครองสิทธิของปัจเจกบุคคล ซึ่งไม่สามารถให้มีการใช้การประนีประนอมต่อรูปแบบใดๆ ของการใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่มีการยืดหยุ่นในกรณีที่เป็นการลงโทษปรับจำนวนสูงเกินควรหรือในการลงโทษที่ผิดปกติซึ่งอาจได้รับคำแนะนำโดยรัฐสภา ตามหลักการกฎหมายอาญาต้องบัญญัติไว้โดยชัดเจนและไม่ส่งผลย้อนหลัง.
(โปรดดูเพิ่มเติมที่ https://thamaaya.wordpress.com/2015/06/06/การพิจารณาระบบนิติรัฐห/ )

ส่วนในเรื่องที่ว่า การห้ามมิให้นั่งแคบรถยนต์กระบะหรือในแคบ สอดคล้องกับหลักนิติธรรมหรือไม่ นั้นผู้เขียนอยากให้ท่านผู้อ่านแต่ละท่านใช้ดุลยพินิจพิจารณาเอาเองได้ไม่ยาก.
3. ความรอบคอบ (prudence)
ความรอบคอบเป็นหลักการที่สำคัญในทางปกครองรวมถึงการกำหนดกฎเกณฑ์ต่างๆ เนื่องจากกฎเกณฑ์ต่างๆ ของรัฐสมัยใหม่มีผลต่อประชาชนจำนวนมาก ความรอบคอบในการใช้หรือบัญญัติกฎเกณฑ์ต่างๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองต้องอาศัยความรอบคอบว่ากฎเกณฑ์นั้นมีรายละเอียดเพียงพอที่จะบังคับใช้โดยไม่มีข้อยกเว้นได้หรือไม่
การใช้รถปิคอัพขนาด 1 ตันที่ผ่านมาถือว่าเป็นรถที่มีลักษณะในการใช้บรรทุกในสังคมไทย การออกกฎหมายหรือบังคับใช้อย่างเด็ดขาด โดยไม่มีข้อยกเว้นย่อมส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตในอดีต ทั้งที่การกำหนดรายละเอียดของกฎเกณฑ์หรือข้อยกเว้นได้ในหลายกรณี ส่วนปัญหาในกรณีนี้ไม่เพียงกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อความรู้สึกนึกคิดของคนในวงกว้าง
ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้จึงควรใช้ความรอบคอบในการใช้กฎหมายเพราะกฎหมายมิใช่เป็นเพียงความจำเป็นในการบังคับใช้กฎหมายต่อข้ออ้างเรื่อง “ความปลอดภัย” เท่านั้น แต่สาระสำคัญของการบังคับกฎหมายคือเรื่องของกิจการของสาธารณชน ซึ่งรัฐไม่ควรเข้าไปละเมิดหากไม่มีเหตุผลในเรื่องนั้นอย่างจริงจัง
4.ความเป็นจริงทางกฎหมาย
ในความเป็นจริงทางกฎหมาย กฎหมายใดๆ จะมีความศักดิ์สิทธิ์อยู่ได้ ยกตัวอย่าง เช่นแค่เรื่องการสวมหมวกกันน็อค บางที่ก็จับอย่างจริงจัง บางสถานที่ก็ไม่มีการจับกุมกันเลย ดังนั้น ปัจจัยที่จะทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์และบังคับใช้ได้จริง ก็คือ “การยอมรับ” ของคนในสังคมรวมไปถึงผู้บังคับใช้กฎหมายและผู้ที่เกี่ยวข้องว่ากฎหมายนั้นมีเหตุผลและความจำเป็นเพียงพอ ไม่ใช่เป็นแค่คำสั่งของผู้มีอำนาจเท่านั้น
ในกรณีของการห้ามนั่งแคบในรถปิคอัพนั้น
ผู้เขียนมีความเห็นเป็นส่วนตัวว่า ค่อนข้างจะเกินเหตุผลและความจำเป็นไปหน่อย ทั้งที่มีวิธีการอีกมากมายในการดำเนินการ
พูดภาษาชาวบ้านก็คือ ใช้ “ยาแรง” และ “ เกินไป” แม้ว่าจะมีเจตนารมณ์ที่ดีก็ตาม

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s