ปัญหา (พนักงาน) สอบสวน บนความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน.

images888

 

 

บทความฉบับนี้ตั้งใจเขียนเพื่อตอบปัญหาในบางประเด็นสำหรับบทความเรื่อง  “หากจะปฏิรูปองค์กรตำรวจโดยการแยกอำนาจสอบสวนออกมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ…แล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร?”

(โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่  https://www.isranews.org/isranews-article/57842-police_57842.html  )

เนื่องจากเรื่องนี้ได้เคยมีการพูดถึงเป็นอย่างมากไปแล้วในขณะที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ  แต่เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผู้เขียนโดยตรงเนื่องจากทำหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวนมานานประมาณ  20  ปีแล้วและเมื่อไม่นานมานี้ผู้เขียนเองก็ได้มีโอกาสเข้ารับฟังการสัมมนาเรื่อง    “ การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม :  ใครควรมีอำนาจสอบสวน”    ซึ่งเป็นงานวิชาการรำลึก  ศาสตราจารย์จิตติ   ติงศภัทิย์  ครั้งที่  22    เมื่อวันเสาร์ที่  25 มีนาคม  2560  ที่ผู้เขียนได้สรุปไว้

https://thamaaya.wordpress.com/2017/03/26/สรุปผลการสัมมนา-การปฏ/

โดยผู้เขียนมีความเห็นเกี่ยวกับปัญหางานสอบสวนในปัจจุบันดังนี้คือ. –

ประการแรก  ในปัจจุบันปัญหาที่หนักที่สุดคือ  “การขาดแคลนพนักงานสอบสวน”  เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าผู้ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานสอบสวน  ต้องทำหน้าที่ตลอด  24  ชั่วโมง นอกจากนั้นยังขาดปัจจัยในการสนับสนุนในการทำงานมาโดยตลอด  อาจจะกลายเป็นปัญหาที่หนักที่สุดในตอนนี้ เพราะการขาดแคลนพนักงานสอบสวนส่งผลไปถึงการทำให้การสอบสวนล่าช้าและอาจส่งผลกระทบต่อเรื่องความเป็นธรรมในแง่มุมต่างๆ

ประการที่สอง  สืบเนื่องจากปัญหาในข้อแรก  จึงทำให้ผู้เขียนเห็นว่าปัญหาไม่ใช่อยู่ที่ฝ่ายใดควรทำหน้าที่สอบสวน  เนื่องจากเมื่อเปิดดู ป.วิ อาญาของไทย  ก็กำหนดหน้าที่ให้ฝ่ายปกครองทำหน้าที่สอบสวนได้ และฝ่ายปกครองควรทำหน้าที่สอบสวนเสียด้วยซ้ำ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในกรณีที่ไม่ไว้วางใจพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจหรือมีปัญหาข้อขัดข้องบางประการ  แต่ที่ผ่านมาฝ่ายปกครองก็เหมือนไม่ต้องการสอบสวนเองแต่ต้องการเข้ามาในลักษณะคุมงานสอบสวน

งานสอบสวนจึงมีลักษณะปัญหาที่โดดเด่นอย่างเห็นได้ชัดคือ  “ โยนงานกันทำ แต่แย่งงานกันคุม”  กล่าวคือไม่มีใครอยากทำอย่างจริงจัง  เพียงแต่อยากคุมงานสอบสวนเท่านั้น

แม้แต่ในกฎหมายพิเศษต่างๆ  ก็กำหนดอำนาจหน้าที่ฝ่ายต่างๆ  ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนั้นให้มีอำนาจสอบสวนได้  แต่ในทางปฏิบัติก็มักจะโยนกลับมาให้พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจเป็นผู้ดำเนินการ

ดังนั้นความจริงแล้ว  โดยนิตินัย  พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจไม่เคยผูกขาดอำนาจสอบสวนไว้กับตนเองอยู่แล้ว

เพียงแต่ในทางปฏิบัติเมื่อต้องทำหน้าที่จริงๆ  มักจะไม่ค่อยมีใครมาสอบสวน

ประการที่สาม  สืบเนื่องจากปัญหาในประการแรกและประการที่สองดังกล่าว  ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความพยายามที่จะให้ฝ่ายปกครองกลับมาทำหน้าที่พนักงานสอบสวน ร่วมกับพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ  ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าควรทำ  และมีความพยายามกระจายงานสอบสวนไปให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่นๆ  ที่มีความเชี่ยวชาญมากกว่าตำรวจ  เช่น ป่าไม้ , ศุลกากร, สรรพากร ฯลฯ  หรือเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในหน้าที่ในเรื่องนั้นโดยตรงที่ควรจะสอบสวนด้วยตนเอง มากกว่าแค่มาเป็นพยานหรือผู้กล่าวหา เพราะมีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นมากกว่า  แต่สุดท้ายก็ไม่ประสบความสำเร็จ  เนื่องด้วยปัญหาที่ไม่น่าจะเป็นปัญหา เช่น เรื่องห้องควบคุม, ตัวพนักงานสอบสวนผู้ปฏิบัติ ฯลฯ  เป็นต้น

ประการที่สี่  ซึ่งดูเหมือนว่าผู้เขียนในเรื่อง  “หากจะปฏิรูปองค์กรตำรวจโดยการแยกอำนาจสอบสวนออกมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ…แล้วประชาชนจะได้ประโยชน์อะไร?”  ให้ความสำคัญนั้นมักจะเน้นไปที่ประเด็นเรื่องการควบคุมการสอบสวน

ซึ่งปัจจุบันไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลย  เพราะหากผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือสังคมเห็นว่าพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจทำสิ่งใดไม่ถูกต้อง  การควบคุมและการตรวจสอบไม่ใช่มีแค่การควบคุมตามกฎหมายใน ป. วิ  อาญา แต่สามารถตรวจสอบได้ผ่านฝ่ายปกครอง, หน่วยงานราชการ, คณะกรรมการต่างๆ ฯลฯ รวมไปถึงผู้บังคับบัญชาตำรวจเอง

ความเห็นที่ว่าต้องมีการตรวจสอบการสอบสวนนั้น  ผู้เขียนเห็นว่าเป็นปัญหาเข้าใจความคลาดเคลื่อน  เพราะกระบวนการสอบสวนถึงแม้จะมีความสำคัญ  แต่ “ในคดีอาญาแม้ไม่มีการสอบสวนเลย”  ก็ยังฟ้องคดีต่อศาลได้  ตาม ป.วิ อาญามาตรา 28  ซึ่งอาจจำเป็นต้องมีการไต่ส่วนมูลฟ้องแต่ก็อาจทำให้กระบวนการไปถึงศาลได้ไวมากขึ้น  ในคดีที่ปรากฏความผิดชัดหรือไม่ต้องอาศัยการสืบสวนจากฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ เช่น คดีเช็ค , คดีที่ผู้ต้องหาให้การรับหรือมีพยานหลักฐานชัดแจ้งอยู่แล้วเป็นต้น

ปัญหาเกี่ยวกับการตรวจสอบมากเกินไปต่างหากที่ทำให้สำนวนการสอบสวนในปัจจุบันค่อนข้างล่าช้า  เพราะมีแต่คนจะมาตรวจ  แต่หาคนทำงานเป็นผู้ปฏิบัติไม่ได้  ….

ซึ่งมีข้อควรพิจารณาดังต่อไปนี้คือ. –

  • การตรวจสอบการใช้อำนาจของพนักงานสอบสวนหรือตำรวจในบางกรณี  มีการตรวจสอบโดยองค์กรศาลอยู่แล้ว เช่นการขอหมายค้น หมายจับ  ฝากขัง ฯลฯ  ซึ่งที่ผ่านมาการตรวจสอบหรือการตรวจสอบเหล่านี้ก็เป็นไปตามมาตรฐาน แต่เหตุใดคนจึงยังไม่พอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือพนักงานสอบสวน ?
  • การตรวจสอบอำนาจสอบสวน ในบางประเด็นวางอยู่บนความเชื่อในเรื่อง  การแบ่งแยกอำนาจ โดยพยายามให้มีการตรวจสอบการใช้อำนาจโดยองค์กรอื่นๆ    แต่หลักการแบ่งแยกอำนาจบางครั้งก็ใช้ไม่ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนมากที่สุดเช่นการฮั้วประมูล  เพราะแทนที่แต่ละฝ่ายจะเป็นฝ่ายที่แข่งขันกันให้รัฐได้รับความเป็นธรรม แต่ปรากฏว่าคู่แข่งขันซึ่งควรแข่งขันกันกลับดำเนินการจนกระทั่งตนเองได้ประโยชน์แต่รัฐเสียความเป็นธรรม
  • การตรวจสอบอำนาจในลักษณะการแบ่งแยกอำนาจนี้ไม่ใช่จะไม่มีปัญหา ในหลายสังคมก็ปรากฏว่าไม่เป็นผล และในทางปฏิบัติจริงๆ  การแบ่งแยกอำนาจเหล่านี้ก็ไม่เคยเกิดขึ้น   ดังเช่นความเห็นของคารล์ ชมิทท์ให้ความเห็นไว้

โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่  http://digi.library.tu.ac.th/thesis/la/1662/03chapter1.pdf  หน้า 33 – 34

  • รูปแบบของการสอบสวนในปัจจุบัน เช่น การสอบสวนคดีเด็ก , คดีวิสามัญฆาตกรรม ก็มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ  เข้าร่วมในการสอบสวน แต่ก็ไม่เคยปรากฏผลรายงานอย่างเป็นทางการในเชิงเปรียบเทียบว่าทำให้การสอบสวนดีขึ้นหรือเป็นธรรมขึ้น    แต่ขั้นตอนเหล่านี้ทราบกันอย่างไม่เป็นทางการว่าบางครั้งไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างจริงจังตามสภาพสังคมไทย  แต่อาศัยเลี่ยงบาลีโดยวิธีการต่างๆ
  • ที่ผ่านมาสังคมไทยมักให้ความเชื่อถือกับนักกฎหมายสูง แต่ในความเป็นจริงนักกฎหมายแม้มีความเชี่ยวชาญในนิติวิธีมากกว่าอาชีพอื่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการศึกษามาในเรื่องนั้นโดยตรง  กฎหมายต่างๆ  หรือบางประเภทต่างมีเจตนารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป  การควบคุมกันโดยใช้นักกฎหมายแต่ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ก็อาจเกิดปัญหาหลายเรื่องตามมา
  • ข้อเสนอเหล่านี้เป็นข้อเสนอซ้ำ ๆ กัน เพราะเคยมีการเสนอมาแล้วอย่างมากมาย แต่สุดท้ายเมื่อนำไปปรับใช้จริงๆ  ก็มีปัญหาตามมาอย่างมากมาย  เข้าทำนองแก้เรื่องหนึ่งก็ไปติดปัญหาหรือเกิดปัญหาอีกเรื่องหนึ่งตามมา  สามารถดูได้ที่

https://www.google.cm/?gws_rd=ssl#q=%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%AB%E0%B8%B2+%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99

(5)  ปัญหาของหน่วยงานที่เข้ามาร่วมสอบสวนเอง  บางครั้งก็เกิดปัญหา  เช่น แพทย์ที่เข้าร่วมคดีชันสูตรมีไม่เพียงพอและในบางกรณีต้องรักษาคนไข้ก่อน ฯลฯ  ปัญหาเหล่านี้เกิดซ้ำๆ  กันแต่ก็ไม่เคยได้รับการแก้ไข

(6)  ผู้เขียนเชื่อว่าภายในองค์กรแต่ละองค์กรก็มีปัญหาในเรื่องการโยนงานกันทำ  การแบ่งแยกหน้าที่ความรับผิดชอบ ฯลฯ ซึ่งเป็นปัญหาอันเป็นอัตลักษณ์ของระบบราชการไทย  หรือเป็นปัญหาที่คนเอาเปรียบคนด้วยกันเอง

(7) การอ้าง “ประชาชน” นั้น  ควรให้ประชาชนมีทางเลือก  โดยทั่วไปแล้วประชาชนหรือคนที่มารับบริการไม่เคยสนใจหรอกว่าใครจะคุมใคร  ขอให้มีคนมาแก้ไขปัญหาในเขานั้นก็เป็นการเพียงพอแล้ว

โดยสรุปผู้เขียนจึงเห็นว่า  เกี่ยวกับงานสอบสวนนี้  จึงควรหาคนมาทำหน้าที่พนักงานสอบสวนไม่ว่าจะเป็นองค์กรอื่นๆ  หรือตามรูปแบบของกฎหมายที่ควรกำหนดให้ฝ่ายที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ  ดำเนินการสอบสวน

กฎหมายใหม่ๆ  ที่ออกมาก็ควรกำหนดรูปแบบว่าควรให้ใครสอบสวน  เพราะหากให้ฝ่ายตำรวจสอบสวนอยู่แต่เพียงฝ่ายเดียว  ปัญหาเดิมๆ  ก็จะเกิดเป็นวัฎจักรไม่สิ้นสุด

ก่อนที่ตั้งคำถามว่า  ใครควรคุมใครหรือตรวจสอบใคร

ควรตั้งคำถามที่ว่าจะเอาใครมาทำงานก่อนดีกว่า  เพราะปัจจุบันคนคุมหาไม่ยาก  ที่ยากคือหาคนทำงานภายใต้สภาพการณ์ที่ต้องทำงานตลอดเวลาและเงื่อนไขการทำงานที่ยาก เพราะไม่ใช่แค่การปฏิบัติการตามกฎหมายแต่ต้องทำงานเพื่อแก้ไขความขัดแย้งในรูปแบบต่างๆ  ที่เกิดขึ้นในสังคมและหนทางที่ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง  คือประชาชนมีทางเลือก  ไม่ใช่ ถูกบีบบังคับให้มาใช้บริการจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงหน่วยงานเดียวเท่านั้น.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s