ปัญหางานสอบสวน ( และกระบวนการยุติธรรมทางอาญา) ในมุมมองของพลเมืองหรือผู้ทรงสิทธิ 

business-people

ผู้เขียนตั้งใจเขียนงานเรื่องปัญหางานสอบสวนในกระบวนการยุติธรรมในทางอาญาในมุมมองของพลเมือง (citizen)  หรือผู้ทรงสิทธิ (subject)  มากกว่าในมุมมองที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือราษฎร (object)  ซึ่งหากสนใจความแตกต่างระหว่าง “พลเมือง” กับ “ ราษฎร”   สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่

http://km.streesp.ac.th/external_links.php?links=3766

https://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1430887063

โดยที่ผ่านมาแนวทางการพัฒนาระบบงานสอบสวนหรือการปฏิรูปตำรวจ  มักมีคำกล่าวอ้างว่า “เพื่อประโยชน์ของประชาชน”  แต่ความหมายของประชาชนนั้นมีปัญหาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันดังกล่าวข้างต้น

ในมุมมองของเรื่องนี้  ผู้เขียนจึงเริ่มต้นในมุมมองของพลเมืองหรือผู้ทรงสิทธิคนหนึ่งที่มีสิทธิตามกฎหมายและรัฐมีหน้าที่จัดการตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมอันเป็นเป้าหมายในการดำรงอยู่ร่วมกันภายในรัฐมากกว่าจะเป็นมุมมองของข้าราชการด้วยกัน โดยสะท้อนผ่านมุมมองของคนที่เคยมาแจ้งความร้องทุกข์ว่าจริงๆ  แล้วต้องการอะไรจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาจากรัฐ  เพราะมุมมองต่างๆ  ที่สะท้อนออกมาจากข้าราชการด้วยกันนั้นมีมากมายแล้ว

ถ้าเราเป็น “พลเมือง” คนหนึ่งที่จำเป็นต้องฟ้องร้องผู้กระทำความผิดทางอาญา  พลเมืองคนหนึ่งจะมีทางเลือกใดได้บ้าง…. โดยก่อนที่จะทำความเข้าใจเรื่องดังกล่าว   เราควรศึกษาเรื่องดังต่อไปนี้ก่อน

  • https://pantip.com/topic/32889740
  • ข่าวลือที่ว่า http://www.tnews.co.th/contents/326739
  • http://www.banmuang.co.th/news/crime/39491
  • ร้อยตำรวจโทหญิง  ทำหน้าที่พนักงานสอบสวนหญิง ขอลาออกจากราชการเนื่องจากปัญหาเรื่องการปฏิบัติหน้าที่
  • สารวัตรฯ ถูกย้ายมาทำงานเป็นสารวัตรสอบสวนแต่ไม่ได้ทำหน้าที่ดังกล่าวมานานแล้ว จึงทำงานรับแจ้งความ , ทำสำนวนการสอบสวนไม่ได้

ฯลฯ

ในฐานะ “พลเมือง” คนหนึ่ง พอได้ยินเรื่องดังกล่าวแล้วยังอยากจะไปแจ้งความที่โรงพักอีกไหม  …พอไปโรงพักพบร้อยเวรหรือพนักงานสอบสวนเวร  ก็ยินเสียงบ่นว่าต้องซื้อกระดาษเอง , น้ำมันเอง, ฯลฯ  ความหวังในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญายังมีอยู่อีกหรือไม่  หรือมีทางเลือกอื่นที่พอจะหาได้บ้าง.

ประการแรก  ฟ้องคดีเองต่อศาล  ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา   28(2) บัญญัติให้มีอำนาจฟ้องคดีอาญาต่อศาล คือ ” ผู้เสียหาย ” นั้น หมายวามรวมทั้งผู้เสียหายโดยตรงและบุคคลผู้มีอำนาจจัดการแทนตามมาตรา 4, 5 และ 6 ด้วย ดังที่บัญญัติไว้ในบทนิยามความหมายในมาตรา 2 (4) ทั้งนี้เพราะมาตรา 3(2) ก็บัญญัติให้บุคคลดั่งระบุไว้ในมาตรา 4, 5 และ 6 มีอำนาจ ” เป็นโจทย์ฟ้องคดีอาญาหรือเข้าร่วมเป็นโจทย์กับพนักงานอัยการ ”   และมาตรา 3(3) ก็บัญญัติให้มีอำนาจ ” เป็นโจทย์ฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ” ด้วย

(http://kroekkiats.blogspot.com/2012/02/blog-post.html)

แต่กระบวนการในทางปฏิบัตินั้น  ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะนอกจากอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องทนายความแล้ว ยังอาจมีปัญหาในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐาน  แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบัน ผู้สำเร็จทางวิชากฎหมายมีเป็นจำนวนมาก   ไม่ได้ขาดแคลนเหมือนในอดีต  ประกอบกับการค้นหาความรู้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป  หากผู้เสียหายมั่นใจในพยานหลักฐานที่มีว่าสามารถเอาผิดผู้กระทำความผิดได้  หรือผู้ต้องหารับสารภาพหรือรับในข้อเท็จจริงอยู่แล้ว

ถ้าผู้เสียหายเชื่อในดุลพินิจตัวเองและไม่ต้องการไปผ่านกระบวนการสอบสวนของตำรวจทีมีปัญหาในเรื่องขาดประสิทธิภาพ  ล่าช้า  ฯลฯ หรืออาจมีมุมมองของเจ้าพนักงานที่อาจ สั่งไม่ฟ้อง แล้วเสี่ยงต่อคดีที่อาจขาดอายุความเมื่อต้องฟ้องคดีเอง   หรือเหตุผลอื่นๆ  ฯลฯ   ก็ควรปรับปรุงช่องทางการฟ้องคดีอาญาด้วยผู้เสียหายเองให้รวดเร็ว  ต่อเนื่องและเป็นธรรมและเสียค่าใช้จ่ายน้อยมากยิ่งขึ้น   ก็จะทำให้ความล่าช้าในกระบวนการทางคดีอาญาลดลงไปได้

ประการที่สอง  ฝ่ายปกครอง

พนักงานฝ่ายปกครองมีอำนาจตาม ป.วิ. อาญาอยู่แล้ว เพียงแต่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างฝ่ายปกครองกับตำรวจ

https://www.gotoknow.org/posts/465508

ในปัจจุบันกฎหมายมีจำนวนมากมายหลายฉบับ ทั้งที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายปกครองโดยตรง และเกี่ยวข้องกับตำรวจมากกว่า  ในส่วนที่เกี่ยวกับฝ่ายปกครองโดยตรงนั้นฝ่ายปกครองควรรับไปทำให้หมดและดำเนินการสอบสวนด้วยตนเอง

ฝ่ายปกครองควรเป็นทางเลือกให้ผู้มีสิทธิในฐานะเป็นพลเมือง  โดยหากพลเมืองท่านใดไม่พอใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ควรไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อฝ่ายปกครองได้  ซึ่งตาม ป.วิ อาญาก็กำหนดให้กระทำได้อยู่แล้วและผู้เขียนเชื่อว่าหากฝ่ายปกครองได้เริ่มดำเนินการสอบสวนอย่างจริงจังก็มีความสามารถในการดำเนินการสอบสวนได้เช่นเดียวกันกับพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจ  ซึ่งผลประโยชน์ที่แท้จริงก็จะตกแก่ประชาชนที่มีทางเลือกในการใช้ช่องทางในกระบวนการยุติธรรม

ประการที่สาม  พนักงานอัยการ

ปัจจุบันพนักงานอัยการมีอำนาจสอบสวนในคดีความผิดที่เกิดนอกราชอาณาจักร  ซึ่งแม้ว่าอัยการมีอำนาจมอบให้พนักงานสอบสวนคนใดทำก็ได้ตามกฎหมาย  แต่การส่งกลับมาให้พนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจทำนั้นก็จะประสบปัญหาเดิมๆ  คือเรื่องปริมาณงานและความน่าเชื่อถือ  นอกจากนี้แล้วพนักงานอัยการยังมีอำนาจสอบสวนในคดีอาชญากรรมองค์กรอีกด้วย

ประการที่สี่  คณะกรรมการต่างๆ  ในกฎหมายพิเศษต่างๆ 

          ประการที่ห้า  ข้าราชการทหาร  ตามคำสั่ง คสช.

                                                      ฯลฯ

รวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเองก็ควรปรับปรุงรูปแบบการทำงานให้มีความทันสมัย สามารถรองรับความต้องการของประชาชน  ไม่ใช่รูปแบบโบราณมีแต่เอกสารทางธุรการเต็มไปหมด  จนกลายเป็นงานล้นมือพนักงานสอบสวนแล้วต้องไปฆ่าตัวตายหรือลาออก   รวมถึงสภาพการทำงานที่ไม่ใช่ใช้แต่คำสั่งแต่ต้องลงมือร่วมกันด้วย.

จะเห็นได้ว่าอำนาจสอบสวนนั้นกระจายอยู่ในหลายหน่วยงาน และหากประชาชนมีทางเลือกพอสมควรในการใช้ดุลพินิจว่าจะทำอย่างไรให้กรณีพิพาททางอาญาของตนเองยุติไปได้โดยเร็วแล้ว  ก็ไม่ต้องมาพะวงว่าอำนาจสอบสวนจะอยู่กับใคร  หรือ ใครจะเป็นผู้ควบคุม

โดยส่วนตัวของผู้เขียนแล้ว  ในขณะที่มีการร่าง รธน.ฉบับ  2560  ก็มีการระบุให้แยกงานสอบสวนจากงานของตำรวจซึ่งผู้เขียนเห็นว่ามีทั้งข้อดีและข้อด้อยอย่างที่ทุกท่านจะสามารถใช้วิจารณญาณเอาเองว่าข้อดีหรือข้อด้อยมากกว่ากัน  และไม่ได้มีปัญหาว่าจะแยกหรือไม่แยก  ก็รับได้ทั้งสองทาง

แต่กระบวนการยุติธรรมในทางอาญาต่างหากที่ต้องมีการพัฒนาไปด้วย  มิใช่  มีประเด็นเพียงว่า  อำนาจจะอยู่กับใคร  ใครจะควบคุมใคร  แต่ทุกฝ่ายควรมาร่วมกันช่วยกันทำตามหลักช่วยเหลือส่งเสริมกัน  (complementary)  ไม่ใช่หลักการควบคุมแล้วสั่งการ (control and order) เพราะไม่เช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาตามมาว่าผู้ควบคุมสั่งการเกี่ยวกับการสอบสวนขึ้นมาอีก

เพราะเมื่อประชาชนมีทางเลือกอย่างแท้จริงแล้ว  เมื่อนั้นประชาชนจะได้ไม่เป็นเพียงข้ออ้างอีกต่อไป  แต่มีฐานะเป็นพลเมืองผู้ทรงสิทธิตามกฎหมายที่ได้รับการรับรอง.

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s